Protector 的个人资料~M@ster_EK~照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
3月13日 ปิดเทอมมมมมม ปิดเทอมมมมม!!!!!!! แล้วล่ะสิเนี่ย ยางงงงงงง แค่ใกล้แล้วเท่านั้นเอง ^ ^
ปีนี้ก็จะเป็นอีกปีหนึ่งที่ปิดเทอมได้คล้อยมา แต่ก็จะต่างจากปิดเทอมทุกครั้งคือ การไป Wprkshop ที่ Japan
และการฝึกงานช่วงเดือนเมษายนนี้ ก็สนุกไปอีกแบบ ได้ทั้ง Skill และก็ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์อีกด้วย
ก็เป็นอีกครั้งก็การเดินทางครั้งใหม่ของข้าพเจ้า หน้ากระดาษแผ่นต่อไปนี้ก็จะจารึกไว้อีกนึงของโลกหรือของเส้น
ทางชีวิตที่จะพลิกชะตาของข้าพเจ้าต่อไป
ปล. ครั้งนี้เขียนน้อยหน่อย..... ชวนให้ติดตามการผจญภัยในรายละเอียดน้า ^ ^
12月31日 ชีวิตปี 50 และเริ่มต้นใหม่ปี 51 จากวันวานจวนจบมาจนถึงวันนี้ ก็ผ่านไปเร็วราวกับติดปีก ข้าพเจ้าใช้เวลาเท่าไรแล้วที่ได้มีชีวิตมาจนถึงสิ้นปี 50
ได้พบสิ่งต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะสนุกสนาน เหนื่อยล้า สิ้นหวัง ฝ่าฟัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่
ข้าพเจ้าไม่เคยลืมเสมอคือ ความทรงจำอันดีและคุณค่าของชีวิต
เริ่มที่ชีวิตที่ผ่านมาตั้งแต่แรกเริ่ม 50 ข้าพเจ้าได้เริ่มมองชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่ง นั่นคือ " การเปิดโลกกว้าง " นั่น
คือการได้ไปค่ายพัฒนาชนบท ที่แสนจะสนุกและลำบากมากมาย ได้พบเพื่อนใหม่ๆ ป่าไม้ที่แสนจะร่มรื่นมีทั้งต้นสัก ต้น
ยางและชาวบ้านที่ดูเป็นมิตร การทำงานกับคนหลากหลายประเภทเป็นสิ่งที่น่าจดจำ เป็นชีวิตที่หาไม่ได้ในบทเรียน เป็น
ประตูสู่โลกที่สำคัญ มันนำมาซึ่งความหวังและความสำเร็จในชีวิตบางประการ
ต่อมาคือ งาน Exhibition ของคณะ งานที่ซึ่งสร้างความสนุกสนานและความเหนื่อยยากอีก 1 งานที่เมื่อประสบ
ความแล้ว รางวัลที่ได้คือรอยยิ้มที่เกิดจากการได้เห็นเหงื่อที่ไหลลงมาทางหน้าผากสู่แก้มและตกสู่พื้นที่เต็มไปด้วยรอยเท้า
ของการเดินทางไปข้างหน้า และความอลหม่านของการทำงานในทุกๆที่ที่มีการทำงานอันเป็นบ่อเกิดความสำเร็จในเวลาต่อ
มา
จากนั้นก็บุกต่อมาที่เวลาแห่งการเปิดเรียนปี 3 เทอม 1 ที่มีอะไรหลายๆอย่างแตกต่างไปจากตอน ปี 2 สิ่งที่ได้พบ
สิ่งที่ได้ลงมือทำ สิ่งที่มาซึ่งความหวังและความยากลำบาก จวนจบความสำเร็จที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์และการอด
หลับอดนอนของทุกๆคน ทั้งใน Phase Competition Recycle และ Responsive ข้าพเจ้าได้เห็นทุกๆคนทำกัน
อย่างเต็มที่และสนุกสนานไปกับบรรดาอาจารย์ที่ฝ่าฟันมาด้วยกันตลอดตั้งแต่ปี 2 ข้าพเจ้าคิดว่าคงจะเป็นอาจารย์กลุ่ม
เดียวที่พวกของข้าพเจ้าจะสนิทมากที่สุด
ต่อมาเป็นชีวิตของข้าพเจ้าที่ตลอดปีนี้ได้ทำงานอดิเรกที่ตนชอบ สร้างสรรค์งานอีกหลายๆชิ้นเพื่ออนาคตที่สดใส
ข้าพเจ้าได้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆนานามาก็มาก อยากทำวันต่อๆไปให้ดีสุด
และแล้วก็มาถึงช่วงปี 3 เทอม 2 หรือช่วงที่จะสิ้นปี 50 เป็นอีกครั้งที่ข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวเชียงใหม่กับทางคณะ การ
ออกเดินทางไปครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้สนิทกับเพื่อนๆมากยิ่งขึ้น ได้เห็นชีวิตและนิสัยของหลายๆคนมากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่ง
ที่ดี ข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับข้าพเจ้านั่นคือ การที่ได้พัฒนาศักยภาพของตนเองไปอีกขั้น นี่แหละชีวิตจริง
หลังจากกลับมาที่มหาลัยอีกครั้ง ข้าพเจ้าก็บุกสู่ความยากลำบากอีกแบบที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของบรรดาคณาจารย์
ที่สร้างหัวข้อที่น่าปวดหัวให้พวกเราได้ทดลองทำกัน นั่นคือความเป็นสุโขทัยในงานสถาปัตยกรรม ทำเอาทุกคนบ้าไปตามๆกัน
แต่ก็ประสบความสำเร็จด้วยดี และ......................
ในที่สุดก็สิ้นปี 50 แล้วพร้อมโปรเจคใหม่ในรูปแบบของสถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ที่รออยู่ 5555+ T T งานนี้เปิด
ประเด็นที่ต้นปี 51 ปีหนูที่จะพกพาความสนุกแบบใหม่มาที่ตัวเรา!!!!!!!!!!
ตลอดเวลาที่ผ่านมาในปี 50 ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย ได้เติบโตขึ้นอีก 1 ปี และจะทิ้งสิ่งที่ไม่ดีในปีที่
ผ่านมาไป และนำมาปรับปรุงสู่ชีวิตใหม่ในปี 51 เพื่ออนาคตในวันข้างหน้า และเพื่อคนสำคัญทุกคนของข้าพเจ้าอีกด้วย
__________________________________________________-
ปล. ขอให้ทุกคนมีความสุขในวันปีใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้นะคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
11月25日 อยากบ้า แต่บ้าไม่ออก..... งานเยอะ งานแยะ ตะแป๊ะ ขายถั่วววววววว เจองานเข้าไปหนักอึ๊งตะบึงเลยยยยยยยยยยย ช่วงนี้ยิ่งเหนื่อยๆอยู่
ตอนนี้ไฟดวงที่ 93 ได้มอดลงไปแล้ว เหลืออีก 6 ดวงเท่านั้น!!!!!!!!!! จะใช้ทั้งเทอมหมดไหมเนี่ย ><"""""""""""""""
ปล. คงจะคิดซินะว่าทำไมต้อง 99 ดวง 555555+ ถามเราเราก็ไม่รู้หรอก ...... - - (Secret of light)
11月6日 จบแล้วววววววววววววววววววววววววจบแล้วววววววววววววววววว
สอบเสร็จแล้วววววววววววว
!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
บ้าแล้ววววววววว!!!!!!!!!!!!!!!! 55555+ 11月4日 ชีวิตคร่าวๆและแสนธรรมดาของชายคนนึง ทำไมต้องคร่าวๆด้วยว่ะ อ่านะมันเป็นผลพวงมาจากว่าก็คร่าวๆนั่นแหละ ^ ^ เอ๊ะยังไง !!!??
เอาว่าเข้าเรื่องเลยดีก่านะ จะกล่าวถึงชีวิตอันแสนธรรมดาของข้าพเจ้านั่นเอง ไม่มีไรมากอยากเขียนเฉยๆนั่นแหละ
วันนึงในเดือนนึงของช่วงเวลานึง
กริ๊งงงงงงงงงงงงงงง กริ๊งงงงงงงงงงงง
เมื่อกริ๊งหมดเวลาสอบดังขึ้น ภายในห้องสอบห้องนึงก็ได้ยินเสียงลุกฮือเพื่อพากันนำตัวเองออกจากห้องสอบ แล้วออกมาเฮฮากัน
ภายนอก หนึ่งในนั้นก็คือตัวข้าพเจ้าเอง 55555+ ช่วงนี้ก็หมดไปอีกวิชาที่ได้สอบไปเพื่อนๆเลยต่างพากันไปเที่ยวอีกตามเคย ทั้งๆที่ยัง
เหลือเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวกว่าผีสางเทวดาอีกมากมาย สำหรับตัวข้าพเจ้าไม่คิดไรมาก ก็ทำตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ คือ " ชิวววววววว "
เข้าแรกกับเวลาที่ตั้งไว้ ก่อนอื่นก็กลับมาที่ห้อง ซึ่งบรรยากาศระหว่างทางที่กลับนั้นกลับร้อนซะงั้นทั้งๆที่เป็นกาลเวลาสู่หน้าหนาวแท้ๆ แต่
เอาเถอะเราเปลี่ยนเวลาไม่ได้อยู่แล้วนิ พอมาถึงห้องก็ตรงมานั่งเล่นคอมเลย
หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ชิวได้อีกกก ในเวลาต่อมาก็ไปวิ่งที่สนามหอ A แบบชิวๆๆ มาถึงที่นี่ก็เจอพวกนักกีฬาซ้อมวิ่งผลัดกันอยู่ เรา
เลยวิ่งเลี่ยงที่ที่เขาซ้อมกัน พอวิ่งไปได้สักพักก็กับออกมาไปชิวที่ร้านหนังสือต่อ ก็ได้มา 1 เล่ม อิอิ ^ ^ จากนั้นก็เดินต่อไปยังยิม
Aquatic ระหว่างทางที่เดินไปก็เจอกับบบบบบ " ตัวเงินตัวทองตัวบะเอ๊กก " กะลังคาบกบอยู่ที่ปากแล้วเดิน จู๊ดดด นำหน้าเราไปไกล
เชียวแหละ สงสารกบจิง - -" สักพักข้าพเจ้าก็เดินมาถึงที่ Fitness ใต้สระว่ายน้ำ ก็เอาเลยคับ เข้าไปเล่นอย่างสนุกสนานแบบโคตรเหนื่อย
เอ๊ะ ! ยังไง อิอิ ^ ^ ได้สักพักประมาณ 1 ชม.ก็ไปหาไรกินที่ปาร์คกะเพื่อนๆแล้วหวนกลับคืนสู่หอเพื่อชิวต่อ จนนอนนั่นเอง
จบแหละ +++ นี่แหละธรรมดาใช่ม้า~~~ ชีวิตคนโสดก็งี้แหละ 55555+ ( พูดไรออกไป )
_________________________________________________
ปล. ระบบความคิดของเราเริ่มรวนแหละ 55555555+ 10月12日 ชีวิตจริงเป็นสิ่งไม่ตาย5555555555555555+ จากชื่อก็คือความจริงฉะนี้++++
ก็แค่จะมาเล่าสาละวนชีวิตของตัวข้าเจ้าเองนะแหละ ......... ช่วงนี้ก็จะส่งงาน Final แล้วววววว + เจอช่วงสอบด้วย
ไม่วายที่จะตายก็เกิดใหม่ในอีกโลกแน่ๆๆๆๆ แถมส่งงานอีกวิชาแถมตัว ให้ตายซิ แม่คุณ พ่อคุณ ลูกคุณ ญาติคุณ เหนื่อยๆแน่ๆๆอาทิตย์หน้า
ชีวิตไม่เคยเดินด้วยสายกุหลาบที่ปราศจากหนาม แต่กลับโรยด้วยขวากหนามที่พรั่งพรูด้วยสายธารแห่งอาวุธยุปโทปการมหาศาลจริงๆๆ - -""" เอาว่ะ!!!!
ใกล้จบแล้วนิ และจะได้ปิดตั้ง 1 อาทิตย์!!!!!! O-o" พูดเหมือนดูดีเลยเนอะๆๆๆ แต่เอาเถอะ สู้ๆๆๆๆๆๆๆ
ปล. So Sad แต่ ก็ So Happy 9月24日 การเดินทางโดยไม่รู้จุดหมาย การเดินทางโดยไม่รู้จุดหมาย
เมื่อคนเราเกิดมักจะถูกกำหนดหนทางเดินตั้งแต่แรก
เราเคยเดินตามทางนั้นมาตลอดหรือไม่?........
ใครกำหนดทางเดินให้เรา?.......
เราเคยไหมที่ตอนแรกๆจะแหกกฏแห่งทางเดินนั้น?.....
เราเคยไหมที่จะคิดกฏสำหรับทางเดินใหม่ของเราขึ้นมาตั้งแต่แรก?......
ตอนแรกเราทำอะไรอยู่ ชีวิตเราถึงโดนขีดเส้นกันเอาไว้?........
มันอาจจะทั้งดีและร้ายก็ได้ แต่เราเคยคิดทันไหม เราใช้เวลาต่างๆทำอะไร?.......
เมื่อเราเติบโตขึ้นมาได้ระดับนึง เราอาจจะเริ่มคิดได้ แต่ไม่เคยทำไหม?......
บางครั้งเราเอาแต่ย้ำกับตัวเองเรื่องทางเดินไปข้างหน้าของตน แต่ก็ได้แค่พูด?........
กว่าจะได้ลงมือทำตามทางเดินที่อยากจะขีดไว้ มันสายไปไหม?.........
ชีวิตช่วงนี้เราเอาแต่ทำอะไรไปวันๆ สนุกไปวันๆ เคยหันกลับมาถามเส้นทางเก่าไหมว่ามันให้อะไรกับเราไว้บ้าง?.........
และในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะเลือกทางเดิน แต่มันสายไปแล้ว.........
เพราะเราสร้าง " ทางเดินที่ไร้จุดหมายมาตั้งแต่แรก " นี่แหละสิ่งที่เรียกว่า " สายเกินแก้ ".........
แต่ใช่ว่าจะสายเกินไปเสมอ เพราะถ้ายังมี " เวลา " ก็ยังมีการ " แก้ตัว " ได้เสมอ
______________________________________________
ปล. ทางเดินของแต่ละคนคือทางเดินที่ดีที่สุดที่เขาผู้นั้นเลือกแล้ว 9月11日 สงบสุขอีกครั้ง !!!!!!!???? จริงหรือ???? จบไปอีกครั้งแล้วสำหรับพินอัพ 2B - ครั้งที่ 1
!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
และแล้วก็ได้พักผ่อนอีกครั้ง แต่คงเป็นความสงบชั่วครั้งคราวแน่นอน!!! อาจได้พักแค่เพียงหลับตา
หรือแค่ชั่วข้ามคืน ในวันใหม่ก็จะเจอสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา ไม่เคยเลยที่จะได้อยู่กับช่วงเวลาเดิมๆ หรือ ที่ต้อง
การได้นานๆ เพราะ "เวลา" มันเดินตลอดไม่มีวันหยุด
แล้วคนเรายังต้องสู้กับเวลาต่อไป เพราะความว่างของเราจะฆ่าเราอยู่ตลอดเวลา โลกแห่งความจริง
มักจะต้องถูกกำหนดด้วยเวลา ไม่ช้าก็เร็วเราก็จะต้องเจอกับเหตุการณ์ต่างๆที่สำคัญกับเรามากมาย แต่สิ่ง
สำคัญที่สุดคือ " เราจะใช้เวลาเหล่านี้คุ้มค่ามากน้อยเพียงไร "
________________________________________
ปล. ด้วยความหวังดีต่อคนรุ่นใหม่
8月16日 คำถามที่หลากหลายคำตอบ " ถ้าคุณมีชีวิตนิรันดร คุณจะอยู่เพื่อสิ่งอันใด " ?
ในเมื่อมนุษย์เราเกิดมาเพื่อที่จะทำสิ่งต่างๆตามที่ตนต้องการ สร้างอารยธรรมต่างๆทิ้งไว้ในโลกนี้ทุกครั้งเพื่อให้ลูกหลาน
สืบทอดต่อไป ดูเหมือนเป็นการใช้ชีวิตที่แสนคุ้มค่า แต่ทำไมคนเราบางครั้งอยากจากไปอย่างสงบเวลาที่ได้ทำไรสำเร็จลุล่วงแล้ว
แต่สำหรับบางคนก็ไม่ต้องการเช่นนั้น ในหลายๆครั้งเคยคิดว่าคนเราเกิดมา สร้างตน ทิ้งท้าย และจากไป ทำไมต้องทำแบบ
นี้ มันมีเหตุผลที่แต่ละคนต้องการเสมอ ถ้าเราอยู่ได้นาน เราก็จะใช้ชีวิตคุ้มค่าได้มากขึ้น แต่ทำไมถึงมีบางความคิดที่ไม่ต้องการ
มัน ตั้งแต่เกิดมาบนโลกนี้ ข้าพเจ้าได้เจอคนมาหลายประเภท แต่ละคนก็ต่างความคิด ฉะนั้นเลยมีสิ่งต่างๆที่น่าคิดแฝงอยู่
แล้วคุณล่ะจะตอบคำถามนี้ว่าอย่างไร.......
_______________________________________________
ปล. คิดถึงทุกๆคนที่เข้ามาในชีวิต ที่ได้สร้างสีสันให้กับจิตใจของข้าพเจ้าเสมอ 8月12日 วันแม่กับรักแท้และเสียงหัวเราะ อุเหว้ๆๆๆๆ อุเหว้ๆๆๆๆๆ !!!!!!!!!!!!!!
เสียงเด็กตัวน้อยๆคลอดออกมาจากท้องแม่ที่สุดแสนจะทรมาน เสียงของแม่ที่กล้ำกลืนให้ชีวิตใหม่ได้ออกมาสู่โลกใบใหม่
ที่แสนสวยสดงดงาม ชีวิตที่เกิดมาเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์และการเริ่มต้นนั่นเอง ชีวิตนี้เกิดมาในอ้อมกอดของแม่ที่แสนจะอบอุ่น ไม่
ว่าเด็กที่เกิดมาจะวิ่งเข้าไปภายในอ้อมกอดของใครก็ตาม ก็จะไม่รู้สึกดีเท่ากับอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ เพราะแม่จะเป็นผู้ที่มีแรงสัมผัสที่
ไม่อาจจะตัดขาดจากกันได้
หลายปีมาแล้วตั้งแต่เด็กจนโต คุณแม่ก็คอยสั่งสอน ดูแล ตักเตือน และสนับสนุนได้ทุกๆเรื่องที่เป็นเรื่องดีสำหรับตัวเรา
ซึ่งในบางครั้งเราเองก็ไม่เข้าใจในความหวังดีของผู้เป็นแม่ คุณแม่ยอมตายแทนเราได้ ซึ่งเป็นบุญคุณที่ล้นเหลือหาสิ่งใดเปรียบแทนมิ
ได้ ไม่ว่าเราต้องการอะไรคุณแม่จะหามาให้เราเสมอ ท่านทำไม่ใช่เพราะต้องการสิ่งใด " ท่านทำเพราะเราเป็นลูกของท่าน "
และในที่สุดวันแม่ปีนี้ก็หวนมาถึง ข้าพเจ้าตื่นแต่เช้าและได้เดินลงมามอบความรักให้แม่แต่เช้าตรู่ด้วยเคารพ จากนั้นก็ไปกิน
ข้าวที่โรงแรม Landmark เป็นร้านอาหารญี่ปุ่น ( ทานข้าวในโอกาสวันแม่ของอาม่าฝ่ายพ่อ ) มีชื่อว่า Kiku no hana ส่วนอาหารเป็น
แบบบุฟเฟต์ ราคาหัวละ 500 บาท แต่ที่ดูไม่คุ้มเห็นจะเป็นรสชาติของอาหาร เพราะไม่ค่อยอร่อยเท่าไรเลย ( ถือเป็นการทดลองที่ดี )
จากนั้นต่อด้วยตอนเย็นไปที่บ้านอาม่าฝ่ายแม่ที่พุทธมณฑล พอไปถึงก็เห็นว่าไม่ได้มานานมากเพราะมีตึกแถวโผล่มาแทนที่ผืนทุ่งหญ้า
อันแสนชื่นหน้าสบายตา แต่กลับกลายเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับที่แห่งนี้ - -" ส่วนในบ้านก็มีการสร้างตึกเพิ่มมาอีกด้วย แต่ก็ไม่เป็นไร
หลังจากนั้นพอ 5 โมงครึ่งก็ออกมากินที่ฮั้ว เซ่ง ฮง แต่ปรากฏว่าคนเยอะมากเลยรอนาน(ขนาดจองแล้วนะนั่น) จัดระบบไม่ดีเล้ยยย
หลังจากได้กินในช่วงเวลาต่อมาจนอิ่ม ก็ต้องกลายเป็นจังหวะที่ไปเฝ้าพวกน้องๆมากมายของกระผมอ่านะ~~~ งานนี้ก็เหนื่อยใช่เล่น
เพราะน้องๆนั้นไม่ใช่ว่าน้อยเลย ต้องดูแลถึง 8 คนด้วยกัน O-o" เฮ้ยย เป็นพี่แสนดีนี่ลำบากจัง ก็เล่นกะพวกแกจนถึงช่วงกลับเลย
อ่ะนะ เหอะๆๆๆ ( ได้เสียงหัวเราะกลับบ้านเสมอ ++++ ) พอกลับมาถึงบ้านก็ชิวต่อจนจะเข้านอน วุ้ยยยยย!!!!!!!!
________________________________________
วันแม่ปีนี้ก็ขอให้คุณแม่มีความสุขสมหวังในทุกๆด้าน รักแม่ที่สุดดดดดดด 8月4日 4 สิงหา กับอีกวันของกรุงเทพคริสเตียน " ม่วงทองที่จดจำกับอีกวันที่รอคอย "
อีกแล้วครับกับงานโรงเรียนของข้าพเจ้าในปีนี้ !!!!!!!!!! วันนี้ข้าพเจ้าไปเยือนงานโรงเรียนตั้งแต่ 10 โมงเช้า ไปได้เห็นความ
เปลี่ยนแปลงอย่างมหากาฬมากๆคือ
- ทุบตึกเก่าสร้างอาคารเรียนใหม่ เสียดายมากๆเพราะมันเป็นสถานที่เห็นความทรงจำที่หนึ่ง T T ( เคยเรียนตรงที่ทุบไปอ่ะ )
- ร้านอาหารครึ่งโรงอาหารย้ายที่เปิด
- ห้องเรียนประถมย้ายใต้ตึกอีกตึกหนึ่ง ทำให้ทับที่จอดรถไป ( ที่แคบกว่าเดิมเลย T T )
- ฯลฯ
ทำให้งานโรงเรยนปีนี้คนแน่นกว่าเดิมมากๆเพราะที่เดินน้อยลง กว่าจะกว้างเหมือนเดิมก็ต้องรอตึกเสร็จ - -" เอาว่าเข้าถึงเรื่อง
งานโรงเรียนดีกว่านะ ^ ^
เริ่มที่ข้าพเจ้าเดินไปบริเวณขายของที่ระลึกก็กะจะไปซื้อสมุดโดนเฉพาะ แต่ปรากฏว่าสมุดขายหมดแล้ว T T เฮ้ย!!!! รุ่นนี้
สมุดสวยซะด้วย ไม่น่าเลย เลยได้แค่เสื้อกลับมา 2 ตัว T T ก็ยังดีว้า~~~ จากนั้นก็เดินไปบริเวณขายของทั่วๆไป ร้านอาหารต่างๆ จาก
การเดินดูก็ได้ความรู้สึกเก่าๆกลับมาแต่ก็ไม่ค่อยเหมือนเดิมมากนัก ซักพักก็เดินไปเจอห้องเรียนห้องหนึ่ง พอดีเจออาจารย์เก่าเฝ้าห้องนั้นอยู่
ก็เดินเข้าไปรู้ว่าเป็นห้องเรียนสอนเขียนภาษาจีนโดยใช้พู่กัน เอาซิครับ ข้าพเจ้าก็เข้าไปทดลองเขียนจนได้กลับมา 5 แผ่น เผอิญเพื่อนโทรมา
ด้วย ทำให้ลาอาจารย์แล้วออกไปหาเพื่อน จากนั้นก็เจอหลายคนจนเข้าไปดูละครเวทีในห้องธรรม
ละครเวทีเรื่อง " คนนครสวรรค์ " ตอนแรกนึกว่าเป็นละครเวทีดีดีนี่เอง ปรากฏว่าดันคล้ายกับตลกคาเฟ่นิดหน่อย เพราะปล่อย
มุขฮาตลอดเรื่อง เราว่าฮาแตกเลย สนุกดีๆ แต่ขาดตรงพล็อตเรื่องที่วางไม่ค่อยดีเท่าไรเพราะเอาฉากที่เหมือนจะจบมาบังคับอารมณ์เหมือนจบแล้ว
แต่นักแสดงก็เล่นกันเก่งมาก ส่วนกราฟฟิค ฟิล์ม ของฝ่าย Anime เราก็ชอบ สวยมาก วาง Lay out ดี ข้าพเจ้าจึงคิดว่าในอนาคตเด็กเราคงจะ
พัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆแน่นอน พอจบก็เดินออกจากหอธรรม
ก็ออกมาดูบรรยากาศภายนอกอีกสักพักเห็นพวกเครื่องเล่นที่เพิ่มเข้ามาในงานโรงเรียนอีกมาก เช่น ม้าหมุน ซุ้มยิงปืน
บ้านของเล่นยักษ์ และอื่นๆอีกมาก เวทีดนตรีก็มีเพิ่มมาอีกที่ โดยรวมแล้วงานปีนี้ก็พอใช้ได้ ( อาจเป็นเพราะเราเห็นมาตลอด 15 ปีแล้วมั้งเลยดู
เฉยๆ ) แต่เอาเถอะชอบงานอยู่แล้ว ส่วนช่วงเย็นก็มีวงดนตรี Flure Tattoo Colour BlackHead etc.
จากนั้นข้าพเจ้าก็ได้ฤกษ์กลับบ้าน........
ก็จบไปอีกครั้งแล้วสำหรับงานโรงเรียนของข้าพเจ้า ความสุขอีกครั้งที่ได้เห็นรุ่นน้องๆได้ทำอะไรอีกมากมาย บางอย่างก็ดี
แต่บางอย่างก็ยังต้องควรปรับปรุง
" สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่ความสำเร็จในปัจจุบัน แต่เป็นการเริ่มต้นและการเดินทางที่มาจากอดีต "
........................
_________________________________________________
ปล. แล้วพบกันอีกเพื่อนๆ+โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
7月23日 เมื่อถึงคราวเปลี่ยนแปลง แต่บางอย่างไม่เคยเปลี่ยนไป ช่วงนี้ก็เป็นช่วงสุดชิวประจำปีแล้ว 555+
งานกีฬามหาลัยโลกกำลังจะเริ่มขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคมนี้ ทำให้ข้าพเจ้าได้รับวันปิดเทอมมาประมาณ1 เดือนก่าๆ
แต่ก็ใช่ว่าจะดีนัก เพราะต้องทำงานช่วงปิดเทอมที่ทั่นอาจารย์สั่งมาอีกมากมาย - -" ( เยอะแยะตะแป๊ะขายไก่เลย ) แต่อย่างไรก็ดี ~~ ชิวิตบางอย่างของข้าพเจ้าไม่เคยเปลี่ยนไป ไม่ว่าฉันใดข้าพเจ้าก็เฝ้ารอวันที่จะได้บอกอะไรกับใครบางคน แต่ยังไม่กล้าพอ เพราะเมื่อมองหน้าเธอทุกวัน แล้วได้รับรู้ถึงเสียงหัวเราะที่ผ่านมา ทำให้ข้าพเจ้าอยากคงอย่างนี้ตลอดไป ไม่อยากบอกเพราะกลัวการเปลี่ยนแปลง ~~ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะรอวันนั้นเมื่อมาถึง * วันที่เธอต้องการฉันจริงๆ *
เมื่อพระเจ้าสร้างโลกให้มีหลากหลาย แต่ทำไมใจถึงถูกสร้างมาเพียงดวงเดียว
เมื่อพระเจ้าสร้างสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ ทำไมมันถึงสุดแสนจะทรมาน
เมื่อพระเจ้าแบ่งแยกชายหญิง ทำไมถึงต้องมารวมกันเพียงหนึ่งเดียว
เมื่อโลกใบนี้สดใส แต่เหตุไฉนบางคนถึงทนทุกข์ทรมาน
บางคนตอบได้เพราะเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่บางคนอยากเก็บไว้เพราะไม่อยากให้บางสิ่งเปลี่ยนไป
* ที่เขียนมานี้ก็นะ ก็อยากเขียนมั่ง เดี๋ยวไม่มีไรเขียน 5555+ *
* อันที่จริงเขียนไว้ดีกว่าไม่เขียน เพราะบางอย่างก็อยากให้มีใครได้รับรู้ *
* เปลี่ยนแปลง แต่ไม่เคยเปลี่ยนไป นั่นคือใจคนที่เข็มแข็งเพียงหนึ่งเดียว *
_______________________________________________________________________________
ปล. คิดถึงทุกคนที่เข้ามาในชีวิต
คิดถึงบัณฑิตที่อุทิศชีวิตตน
คิดถึงเมฆฝนที่สร้างฟ้าแสนสดใส
คิดถึงใครคนนั้นที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง 6月27日 ชีวิตที่ได้เริ่มต้นใหม่ จบบบบบแล้วครับทั่นนนน!!!!!!!!!!!!!!!!!
กับการ Pinup งาน Project แรก เหนื่อยๆมากๆเลยขอบอก ส่วนหลังจากนี้ก็ใช่ว่าจะสบายๆนะ
ต้องเจอกับการบ้านอีก 4 วิชา - -" นี่แหละเริ่มเข้าช่วงหนักสุดปี 3 เทอม 1 ซะแล้ว แต่สำหรับผมผมว่ายังชิวๆ
อยู่นะ ไม่รู้เพราะอารายเหมือนกัน ????
อะไรๆที่เคยผิดพลาดไปก็กำลังจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ~~~ ( ตอนนี้ปั่น Mat-Con ก่อนดีก่า - -")
ปล. เอาใจช่วยเพื่อนๆในคณะทุกคน
ปล. แล้วเจอกันเพื่อนคริสเตียน
ปล. ขอบคุณสำหรับสิ่งดีดีที่ได้รับเมื่อกาลเวลาผ่านไป 6月16日 วังวนชีวิตที่สับสน กับการเกิดชีวิตใหม่ เราจะมาเกริ่นความคิดใหม่ๆที่พึงไหลออกมาจากสมอง ว่าด้วยเรื่องของความสับสนและการกำเนิดใหม่
ก็นะ !! จะกล่าวไงดี อืม...... ประมาณว่า
ช่วงเนี่ยเป็นช่วงหนักหัวเบากระเป๋าของชาว ถาปัดเรา ไม่รู้เพราะเหตุใด พวกเราอาจรู้สึกเหนื่อยๆไม่ค่อย
ได้กระตือรือร้นสักเท่าไร อาจเกิดอาการนอยๆกันแทบทุกคน งานออกมาไม่ดีกว่าแต่ก่อนเลย อาจเป็นเพราะไม่มีปิด
เทอมกันมาก่อน อยากจะให้กำลังใจเพื่อนๆทุกคน เพราะตัวเองก็ติดบ่วงนี้ไปด้วยแล้วเหมือนกัน อาการเหนื่อยเมื่อย
ล้า ได้ตามมารังควานเราแล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่ช่วยได้
ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์เช่นไร ก็ขอให้พึงคิดซะว่าเรายังพอมีเวลาและความหวังที่มาจากความตั้งใจ ไม่
ว่าเรื่องใด ถ้าเราลองพยายามกันใหม่ ไม่เชิงว่าต้องตั้งแต่ต้น แต่เริ่มจับมันที่ข้างทาง ประมาณการต่อจิ๊กซอร์ที่ไม่ต้อง
ตามลำดับ สักวันเราจะต้องจบเส้นทางนั้นได้อย่างแน่นอน
เราไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์บางอย่างจะเกิดขึ้น แต่ก็ผ่านพ้นไปแล้ว ไม่ว่ายังไง ถ้าเกิดเรื่องขึ้นอีกก็จะต้อง
หาทางห้ามใจตัวเองให้ได้
มีบางอย่างอยากเอ่ย....แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะอะไร เพราะใคร เพราะ....... นี่แหละชีวิตที่สับสน
______________________________________________
ปล. บางอย่างไม่ควรเอ่ย ขอแค่ได้เห็นการกระทำ
ปล. บางอย่างไม่ควรเห็น ขอแค่เข้าใจ
ปล. คิดถึงและให้กำลังใจชาวเราเสมอมา อย่าได้ติดใจในเรื่องไม่เป็นเรื่อง 6月7日 อยากระบายอารมณ์งับ ว๊ากกกกกกกกก!!!!!!!!!
ย๊ากกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!
Designnn Matttt Connnn
Buildingggggggg Archhhhh
!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
จบครับ 5555+ อยากตะโกนให้ลั่น Space เฉยๆ
_______________________________________ 6月2日 เหนื่อย เมื่อย และลุกขึ้นสู้ เหนื่อยๆๆๆๆ เมื่อยๆๆๆๆ ล้าๆๆๆๆๆ ซ่าไม่ขึ้น.....
เดี๋ยวนี้เป็นไรไม่รู้โคตรอยากจะขี้เกียจเป็นบ้าเลย~~ นี่ก็เปิดเทอมมาได้ 1 อาทิตย์แล้ว
แต่..... ปิดเทอมเราไปไหน???? ทำไมผ่านมันมาแล้วยังรู้สึกว่าเหนื่อยเมื่อยล้าอยู่เลย.....~~
เปิดเทอมใหม่มานี้ สงสัยจะต้องฟิตอีกครั้ง คราวนี้จะต้องไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม
ปกติเราเรียน ชิวๆ มาเสมอ เทอมนี้ต้องลองใหม่โดยเฉพาะ Design ( แต่ทุกวิชาต้องสำคัญเสมอ )
ไม่อยากให้เกิดการแบ่งแยกวิชากัน เอาเถอะ เทอมใหม่นี้ต้องดีขึ้น YO!!!!!!!!!!!!!!!
* เริ่มต้นชีวิตใหม่เมื่อฟ้าใหม่มาเยือน *
------------------------------------------
ปล.เราจะอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ตลอดไป 5月11日 ทะยานสู่ฮ่องกง มุ่งสู่ชีวิต พานพบสิ่งใหม่ๆ FINAL PART อาห่ะๆๆ ข้าพเจ้ากะลังห่วงว่าถ้ามัวแต่เยิ่นเย้อไปหลายๆ PART ต้องมีการเบื่อกันแน่นอนเลย
ก็เลยกะว่าอันนี้จะรวบรัดให้จบตอนเลยดีก่านะ ^^
Let's Go !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
5
Shanshui Treands Hotel
หลังจากที่ได้มาถึงที่พักของคืนที่ 2 ก็ได้สำรวจทิวทิศน์รอบๆของที่นี่ก็พบว่าที่ที่มาพักนั้นมีร้านอาหารอยู่รอบๆ และ
ฝั่งตรงข้ามก็มีร้านค้าและห้างอยู่ด้วยกันหลายแห่ง แต่ที่ที่ข้าพเจ้าจะเข้าไปพักก็ดูแปลกตาเล็กน้อย มันมีชื่อว่า Shanshui Trends
Hotel หรือโรงแรมภูเขาทะเล ( ฮวงจุ้ย ) เมื่อข้าพเจ้าได้กุญแจห้องพักและฟังกำหนดการจากไกด์แล้วก็พาตัวเองจรลีขึ้นห้องพักเลย
ภายในห้องพักก็มีลักษณะห้องที่ใหญ่กว่าที่พักคืนแรกไม่มากนักแต่ก็อยู่ได้ แต่สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเหลือบไปดู
ห้องน้ำของที่นี่ที่อยู่ทางขวามือ ปรากฏว่า " ประตูห้องน้ำเสีย ล็อคไม่ได้ - -" อะจ๊ากกกก!!!! " แต่ดีที่มีวิธีปิดมันได้มากที่สุดด้วย
วิธีการของคนมี Process อ่านะ แฮะๆๆ เลย Develop ถังขยะเล็กสองถังมาต้านแรงเปิดของประตูไว้เพื่อไม่ให้มันเปิดกว้างมาก จาก
นั้นก็ลงมาหาอะไรกินกับคุณอาแล้วกลับขึ้นมาอาบน้ำ+นอน
รุ่งเช้าก็ได้ลงมาทานข้าวที่ห้องอาหารของโรงแรมที่มีขนาด Ceiling ที่สูงพอสมควร โดยมีที่ตักอาหารอยู่ท้ายห้องเป็น
แนวยาว พวกอาหารก็พวกขนมปัง ไส้กรอก บะหมี่ ข้าวต้ม ผลไม้ ขนมเค้ก ฯลฯ ที่นั่งดูแล้วมีระดับดี ถ้ามองทางด้านซ้ายเมื่อ
เดินเข้าห้องมาได้ครึ่งทางจะพบกับบันไดขึ้นไปด้านบน ซึ่งก็มีที่นั่งที่มองลงมาด้านล่างได้อีกด้วย แต่ที่นั่งจะน้อยกว่าด้านล่าง เก้าอี้
ทุกตัวจะเป็นแบบนุ่ม โต๊ะจะเป็นแบบกระจก และไฟจะมีการซ่อนไว้ที่หลังของผนัง
พอทานอาหารเสร็จก็ขึ้นห้องไปเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง โดยลงมารอไกด์และคนอื่นๆที่ Lobby พอมากันครบก็ขึ้น
รถและออกเดินทางสู่สถานที่ในเมืองเซินเจิ้น
*****************************************
6
เซินเจิ้น ดินแดนแห่งการค้าที่ไม่มีวันหลับใหล
พอออกเดินทางมาได้ไม่นานก็มาถึงโรงงานไหม ซึ่งเป็นสถานที่ของรัฐบาลที่ไว้ทำผ้าไหมและเครื่องนอนต่างๆที่มี
คุณภาพที่แน่นอนว่าดีจริง พอพวกเราเข้าไปด้านในก็มีพนักงานออกมาอธิบายวิธีการผลิตและคุณสมบัติของไหมให้ฟัง จากนั้นก็เดินจับ
จ่ายใช้สอยกัน โดยคุณอาได้ซื้อที่นอนให้อาม่า 1 ผืน ส่วนผมก็ซื้อครีมไข่มุกให้คุณแม่ ( ครีมไข่มุกทาแล้วจะรักษาผิวได้นาน )
*ผ้าทอ มีขนาด 2-5 ชั้น - ยิ่งมากชั้นยิ่งนุ่ม -
*ผ้าทอ ทำจากรังไหม
*ผ้ายัดนุ่ม(ไหม) ทำความสะอาดโดยนำไปตาก 1 ชม.(ไม่ต้องซัก)
*ไข่มุก จะได้จากหอย โดยที่หอยน้ำเค็มจะให้ 1-2 เม็ด แต่หอยน้ำจืดจะให้เยอะมาก!!!!
*ครีมไข่มุก ทาแล้วผิวดี มีขวดเช้ากะเย็น ขวดละ 200 หยวน ( หยวน=สกุลเงินเซินเจิ้น )*
หลังจากเสร็จจากโรงงานไหมก็มุ่งสู่ Mineral Museum สถานที่ขายหยกของรัฐบาล โดยที่เมื่อเข้าไปแล้วจะเจอกับ
ปี่เซียะ 2 ตัวยืนผงาดอยู่หน้าออฟฟิศโดยหันหน้าออกด้านนอก ( เป็นความเชื่อว่าจะนำเงินเข้าสู่ตัวบริษัท มีผลดีด้านการค้า )
*ปี่เซียะ หัวเป็นมังกร ขาเป็นกิเรน ตัวเป็นม้า หางเป็นสิงห์ และไม่มีช่องทวาร ( สมัยก่อนที่น้ำท่วมมีสิงห์สองตัวมากินน้ำและไม่มี
การถ่าย ทำให้ช่วยชีวิตคนในช่วงเวลานั้นจึงมีการสักการะ ) ให้โชคเรื่องนำเงินเข้า-การค้า โดยวางมันทั้ง 2 ตัวหันหน้าออกนอกประตู
ตัวผู้จะก้าวขาซ้ายมาข้างหน้า แต่ตัวเมียจะก้าวขาขวามาข้างหน้า
*เวลาอยากได้โชคเรื่องความมั่นคงร่ำรวยจากมันให้ผู้ชายลูบตัวเมีย ส่วนผู้หญิงลูบตัวผู้ ( ห้ามลูบตากับปาก )
พอเดินเข้ามาสู่ด้านในการพบกับของอีกมากมายจนถึงห้องที่มีเรือขนาดใหญ่วางอยู่ด้านหน้าและเรือลำเล็กกับหยกแบบ
อื่นอีกมากมาย ทั้งไก่ ปลา ม้า ฯลฯ พนักงานก็แนะนำให้ดูและซื้อเรือหยก
*เรือหยก จะต้องตั้งหันหน้าเข้าสู่ออฟฟิศ มี 3 แบบ
เรือสีเขียวขี้ม้า-ความอบอุ่นในครอบครัว
เรือสีเหลือง-การค้ามั่งคง ร่ำรวย
เรือสีเขียวอ่อน-สุขภาพและอายุยืน
* เรือที่หนัก 1 กก. จะราคา 380 หยวน
เรือที่หนักครึ่งกก. จะราคา 280 หยวน
หลังจากที่เลือกซื้อมาได้ 1 ลำก็เดินต่อไปอีกห้องหนึ่งเพื่อดูของต่างๆและได้ไปนั่งดื่มชาลิ้นจี่ของขึ้นชื่อของเซินเจิ้น สัก
พักก็กลับมาที่รถและออกเดินทางต่อ
* จี้ปี่เซียะ เมื่อซื้อมาแล้วต้องเอาน้ำเย็นผสมกับน้ำร้อนพร้อมใส่เกลือแล้วจึงล้างปี่เซียะ โดยห้ามโดนตาเวลาเช้ด แล้วค่อยห้อยคอ
อย่าให้ใครจับอีก ถ้ามีคนจับจะถือว่าให้โชคเค้า
*สิงห์คู่วางหันออกด้านหน้าตึกจะแสดงถึงอำนาจ
และแล้วช่วงเวลาแห่งการต่อสู้กับราคาสินค้าก็จะได้เริ่มขึ้นเมื่อคณะเรามาถึง " ห้างหลอวู่ ( คล้ายมาบุญคลอง ) " ซึ่งมีอยู่
2 สถานที่คือโกดังที่เก็บของเกรด A-AA และห้างCopy ที่มีเกรด B-C-D ห้างนี้นั้นมีแต่ของ Copy ล้วนๆเลย เราสามารถที่จะต่อราคา
แบบสุดๆได้เลยสำหรับที่นี่ เช่น 1000 หยวน ต่อเหลือ 200-300 หยวนได้เลย
ในตอนแรกไกด์ก็พาพวกเราไปซื้อของที่โกดังเกรด A-AA ก่อน ข้าพเจ้ากับคุณอาก็เลือกซื้อนาฬิกามาได้ 2 เรือนโดย
ต่อราคาสักหน่อย แล้วก็ไปกินข้าวในห้างหลอวู่ จากนั้นก็ไปซื้อนาฬิกา กับของที่ทางบ้านฝากมา พอถึงเวลานัดหมายก็ไปเจอกันและ
ตรงสู่ Window of the World
******************************************
7
Window of the World
การเดินทางก็ได้มาถึงช่วงเย็นของวัน พร้อมกับการมาถึง Window of the World หรือแหล่งรวมเมืองจำลองที่สำคัญ
ของแต่ละประเทศทั่วทุกมุมโลก ( แต่โดยรวมก็ยังไม่เสร็จดี ) Facade ทางด้านหน้าเป็นลานโล่งที่มีน้ำพุขนาดใหญ่ตั้งอยู่และเบื้องหน้า
ก็มีทางเดินขึ้นที่มีขนาดใหญ่อยู่สองข้างของน้ำพุซึ่งทางซ้ายจะเป็นทางเข้าและทางขวาจะเป็นทางออก ตรงกลางด้านบนจะเห็นรูปปั้น 6 ตัว
ยืนจังก้าอยู่ 1 ในนั้นมีรูปปั้นวีนัสอยู่ด้วย พอคณะทัวร์ของข้าพเจ้าเดินเข้ามาถึงด้านใน สิ่งแรกที่เห็นคือลานเวทีที่มีรูปโลกอยู่ตรงข้ามกับ
ที่ที่พวกเรายืนอยู่ ซึ่งสามารถเดาได้ว่าตรงนั้นคือเวที จากนั้นก็ได้เดินมาทางด้านซ้ายก็จะเจอพวกเสาต่างๆและประตูจีนหรือ China Gate
มาถึงตรงนี้ไกด์ก็ถ่ายรูปและได้ให้ทุกคนนั่งรถวนรอบที่นี่โดยเสียเงินกันคนละ 20 หยวน (ถ้าจำไม่ผิดนะ - -") พอนั่งบน
รถพาเที่ยวนี้ก็ได้เห็นภาพรวมของสถานที่แห่งนี้ โดยที่รถหยุดให้ลงไปถ่ายรูปได้ทั้งหมด 3 ที่ และเมื่อมาจนจบทาง ข้าพเจ้าก็ฟิตจัดซิครับ
เดินใหม่อีกรอบสองรอบเพื่อเก็บรายละเอียดที่เหลือ เมื่อคิดได้ก็ออกเดินทางโลดดดดดด!!!!!!!!
การเดินทางก็เริ่มจากด้านซ้ายสุดที่เริ่มตรงประตู China Gate แล้วไล่ระดับถ่ายรูปจากซ้ายไปขวา ดังนี้
1. The Grand Palace of Thai Land ( วัดพระแก้ว)
2. Shwedagon Pagoda , Myanmar ( Burma )
3. Borobudur, Indonesia
4. Itsukushima Shrine, Japan บริเวณนี้จะมีทั้งภูเขาฟูจิและจำลองต้นซากุระ หรือที่พักแบบเซน มีกิจกรรมถ่ายรูปที่ฟูจิยามาด้วย
5. Taj Mahal, India
6. Bhaja Chaitya Hall, India
7. Alcazar Castle, Spain
8. Venice, St'Mark's Square, Italy
9. Cologne Cathedral, Germany
10.The Pisa Learning Tower and Chruch, Italy
11.The Fountain of the Observatory ( น้ำพุ )
12.Triumphal Arch,France ( ประตูชัย )
13.Eiffel Tower, France
* 11 12 13 มีการสร้างให้ตรงกันเป็นเส้นตรง
14.The Colosseum, Italy
15.The Mazes,Britain
16.The Acropolis of Athens, Greece
17.Pyranids of Giza, Egypt
18.The Niagara Falls
19.Mount Rushmoore National Memorial, U.S.A.
20.Jefferson Memorial, U.S.A.
21.Lincoin Memorial, U.S.A.
22.The Capitol,U.S.A.
23.The White House, U.S.A.
24.Skyscrapers in Manhattan,U.S.A.
25.The Statues of Warriors,Mexico 26. Etc...........Etc.........
มีอีกเยอะแยะมากมายเลยแหละทั่น ข้าพเจ้าได้ถ่ายรูปทุกที่ไว้เกือบหมดแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีแค่พวกเมืองจำลองเท่านั้น
เพราะจากที่ข้าพเจ้าเดินสำรวจก็มีเครื่องเล่นแอบซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆอีกด้วย อาทิ เช่น
1.สนามยิงธนูและปืน ผู้ใหญ่ 30 หยวน เด็ก 20 หยวน
2.แล่นเรือ 10 หยวน
3.นั่งรถ 10 หยวน
4.ถ่ายรูปโดยการแต่งชุดอียิปต์กับอูฐ 20 หยวน
*น้ำที่นี่ขาย 6 หยวน
หลังจากที่เดินทางมายาวนานจนเย็นมากๆแล้วก็ได้เวลาที่ละครเวทีจะฉายแล้ว ทุกคนในที่นี้ก็มารวมตัวกันบริเวณลูกโลก
ที่กล่าวไปแล้วในตอนแรก รอได้ไม่นานก็มีการเปิดตัวอย่างอลังการเกิดขึ้นแต่ด้วยความที่ว่านั่งอยู่ไกลและไม่ค่อยเข้าใจความหมายเท่า
ไร หลังๆคนส่วนใหญ่ก็เดินออกจากที่นั่นจนจบ พอพวกผมกลับออกจากที่นี่ก็มุ่งตรงสู่ร้านอาหารทะเลในย่านนั้น
พอตกดึกหลังจากกินเสร็จก็กลับมาที่พัก และผมก็อาบน้ำ แต่งตัว พร้อมกับเอนกายที่แสนเหนื่อยลงสู่สิ่งที่นุ่มและน่านอน
* คนกวางตุ้งทำอาหารเก่ง กินเก่ง จึงมีแนวคิดที่ว่าหญิงจีนน่าจะแต่งกับคนกวางตุ้ง
* 3 ร้อง = การกินลูกหนูที่พึ่งเกิด O-o" เริ่มจากร้องแรกเมื่อคีบลูกหนูตัวแดงๆมาจุ่มซีอิ้ว ร้องที่สองมาจากการกิน และสามคือเคี้ยว
* จูไฮ คือมณฑลนึงที่มีบ้านพักตากอากาศมาก ส่วนใหญ่คนรวยจะมาพักที่นี่
* และยังเป็นที่ที่มีมหาวิทยาลัยมากจึงไม่ค่อยเห็นนักศึกษาในเซินเจิ้นเพราะมาอยู่ที่จูไฮหมด
* ย่านหัวเฉียว ( โพ้นทะเล ที่มา : จากที่คนจีนไปอยู่ที่อินโด แล้วโดนไล่กลับ ) จะเป็นย่านของคนรวย มีหมู่บ้านวัฒนธรรม
ที่แถวนี้ราคา 20,000 หยวน/ตารางเมตร
* 3 อย่างบนถนนที่ไม่เหมือนบ้านเรา
- สุนัขไม่มีตามท้องถนน คนรวยเท่านั้นที่เลี้ยงได้ ( สุนัขก็ต้องมีบัตรประชาชน )
- รถมอไซค์ เพราะสมัยก่อนมีการขี่เพื่อวิ่งราว
- คนท้อง คนที่นี่ทำแต่งาน ไม่มีใครอยากอยู่นาน เป็นเมืองอุตสาหกรรมมีแต่การแข่งขัน
*************************************
8
นองปิง
จากการเดินทางที่แสนจะยาวนานก็มาถึงวันสุดท้ายแล้ว ชาวคณะทัวร์ก็ได้จัดแจงกระเป๋า รับประทานอาหารเช้า และ
ออกเดินทางสู่เกาะลันเตาเพื่อขึ้นนองปิงด้วยกระเช้ที่มีชื่อที่สุด ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึง พวกเราก็รอได้ไม่นานก็ได้ขึ้นกระเช้าซึ่งช่วง
เวลานี้คนเยอะมากๆๆๆๆ แต่ก็ขึ้นไปโดนสวัสดิภาพ ระหว่างที่อยู่บนกระเช้าก็ได้มองเห็นเกาะต่างๆเป็นจำนวนมาก+กับหมอกที่ขึ้นหนา
แน่นมาก และถ้ามองลงไปข้างล่างก็จะเห็นเป็นเนินเขาจำนวนมากที่มีนักท่องเที่ยวมาเดินเขาเพื่ออกกำลังกาย ซึ่งเส้นทางนั้นยาวไกล
มาก ( วันหลังถ้ามาเอง กะจะเดินบ้าง ^ ^ ชอบเรื่องเดินทางไกลอยู่แล้ว 555+ ) ไม่นานนักก็ถึงยอดเขาลงสู่นองปิง ไปสักการะ
Tian Tan Buddha ที่ยอกเขาซึ่งมีคนมามากมายมหาศาล - - โดยมีร้านค้าอยู่ที่เนินเขาจำนวนมาก มี Seven ด้วย 555+ ตามมาถึง
นี่ด้วย ร้านอาหารด้านบนก็มีอะไรที่น่าอร่อยเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่ ขนม โดนัท ฯลฯ พอถึงเวลานัดก็ลงเขากัน
เมื่อลงเขามาก็ได้ไปทานอาหารที่ห้างราคาถูกอย่าง Fu tung อาหารกลางวันก็เป็นอาหารกวางตุ้ง พออิ่มกันก็ออกมา
จับจ่ายใช้สอยกันจนเป็นที่พอใจ ห้างนี้มีพวกเสื้อผ้าส่งออก Outlet ซะส่วนใหญ่ ซึ่งที่นี่จะขายของถูกที่สุด เพราะเป็นสินค้าตกรุ่น
ของ Hong Kong แล้ว ไม่นานพวกเราก็ขึ้นรถไฟ ต่อเครื่องบินมุ่งสู่ประเทศไทย
* เวลาขึ้นบันไดเลื่อน ควรขึ้นด้านซ้าย เพราะด้านขวาให้คนวิ่ง ถ้าขวางจะโดนตบหัว - -" 555+
****************************************
และแล้วววว การเดินทางของผมก็จบเสียที ยาวนานไหมครับ 4 Part แน่ะ 555+ หวังว่าคงจะชอบ
กันนะ ^ ^ ขอบคุณกับทุกท่านที่ติดตามกันด้วยนะ แล้วถ้ามีเวลาอีกจะมาเขียนแบบนี้อีก ครั้งหน้าจะเป็นที่
ไหน ก็เตรียมตัวกันนะครับบบ~~~ Yo Yo OH Yes Sir!!!!!!!!!!!
-------------- Thank you --------------
4月30日 ทะยานสู่ฮ่องกง บุกสู่ชีวิต พานพบสิ่งใหม่ๆ PART 3 5555+ มาเจอะกันอีกแล้วนะ พี่น้อง แปลกจายม่ะทำไมถึงไม่เขียนต่อ PART 3 ใน Blog
เดียวกัน เพราะมันบอกว่าเขียนไม่พอต้อง remove ออกบางส่วน 555+ เราเขียนเยอะมากเลยเหรอ
เนี่ย พระเจ้าจอร์จ T T แต่เอาเถอะเริ่มต่อเลยล้ากานนะ
*หมายเหตุ ผู้ใดยังไม่ได้อ่าน PART 1-2 อาจจะไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะฉะนั้นกลับไปอ่านก่อนเน้ออ ^ ^
ดัวยรักและหวังดี
Let's Go !!!!!!!!!!!!!!!!
4
Hong Kong Disney Land แดนฝันสุดฟ้าของเด็กๆ
ในฮ่องกงนั้นถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีประชากรเยอะมากกว่าพื้นที่ที่ได้รับให้มา แต่ก็มีพื้นที่พอสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวในแบบต่างๆ
ซึ่งที่ที่จะพูดถึงนี้ก็คือ 1 ในแหล่งท่องเที่ยวของที่นี่ซึ่งเป็นมาได้ประมาณ 1 ปีเท่านั้น นั่นคือ Hong Kong Disney Land
Hong Kong Disney land เป็นสถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะลันเตาที่ถือว่ามีผู้คนเดินเข้า-ออกต่อวันเป็นจำนวนมากถึงประมาณ
100,000 คน ยิ่งเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ แทบไม่มีทางเดิน ( เปรียบเทียบอ่านะ ) ยิ่งมีรถไฟมาส่งถึงที่ก็ยิ่งมีคนอยากมาอีกเป็นจำนวน
มาก เพราะเดินทางสบาย สำหรับผมวันที่มาเที่ยวที่นี่คือวันศุกร์ แต่คนก็ยังดูเยอะพอสมควร ข้าพเจ้ากับคณะทัวร์ได้มาถึงที่นี่เวลาเที่ยงครึ่ง
ซึ่งได้มาจอดรถที่ลานจอดรถซึ่งมีขนาดกว้างพอสมควร และได้เดินทางไปตามลานโล่ง ผ่านสถานีรถไฟ Disney Land ที่มีลักษณะเหมือน
สถานีทั่วๆไป จนข้าพเจ้ามาหยุดตรงหน้าทางเข้าที่มีลักษณะเป็นป้ายซุ้มขนาดใหญ่อยู่เหนือหัวด้านหน้า รูปทรงของป้ายมีลักษณะสีเขียวทอด
ยาวมาจนถึงเสาที่อยู่ติดพื้น ชาวคณะทัวร์ก็มาหยุดถ่ายรูปกันที่นี่ สักพักก็ออกเดินทางต่อเข้าสู่ด้านในซึ่งมีลักษณะเป็นทางโล่งยาวทอดสู่ด้านใน
โดยสองข้างทางมีลักษณะเป็นต้นไม้และพุ่มไม้ที่เขียวขจี พอเดินไปได้สักพักข้างหน้าจะได้พบบ่อน้ำพุที่มีตัว Micky ยืนอยู่บนกระดานโต้คลื่น
ที่ถูกน้ำพุของปลาวาฬที่อยู่ข้างใต้พ่นน้ำใส่กระดานโต้คลื่นให้ลอยขึ้นไป และมีตัวกุ๊ฟฟี่เล่นด้วยอยู่ตรงข้างปลาวาฬ ทั้งหมดนี้อยู่ตรงกลางตัวบ่อ
น้ำ ซึ่งดูแล้วสวยงามมากในระดับหนึ่ง จากนั้นถ้าลองมองมาทางด้านขวาของน้ำพุ จะเจอทางเข้าตัว Disney Land จากระยะการมองจากบ่อ
น้ำพุ ทุกคนก็ได้เดินเข้าไปจนถึงด่านตรวจตั๋ว ซึ่งมีลักษณะเป็นช่องทางเดินคล้ายกับของรถไฟฟ้าบ้านเรา คือสอดตั๋วเข้าช่อง และมีการตรวจ
เช็คของในกระเป๋าด้วย ส่วนของกินที่เอาเข้าไปได้จะเอาได้เฉพาะน้ำขวดเดียวเท่านั้น ( น้ำอัดลมข้างในขวดละ 20 เหรียญ ส่วนน้ำ
เปล่าขวดละ 10 เหรียญ ) พอเข้ามาด้านในกันได้ครบ ก็ได้เจอกับปราการด่านหน้าทางเข้าที่มีการจัดสวนหญ้าเป็นรูปหน้า Micky และมีปราสาท
ที่เป็นสถานีรถไฟอยู่ด้านบน พวกเราจึงไปขึ้นรถไฟด้านบนกัน โดยนั่งวนกันไปครึ่งรอบของตัว Disney Land แล้วมาลงตรงด้านหลังสุด จากนั้น
ก็ได้ทำการดูแผ่นที่ของ Disney Land แห่งนี้ ได้ใจความดังนี้
ด้านทิศเหนือ เป็นดินแดนที่ชื่อ Fantasy Land แดนเห็นความฝันสำหรับเด็กๆ โดยสถานที่เด็ดของที่นี่คือ Micky
Philhar Magic เป็นหนังสามมิติ 10 นาทีที่มีความตระกานตามาก วิธีดูก็คือใส่แว่น 3 มิตินั่นเอง แต่เราจะได้มิติที่ 4 ด้วย เช่น น้ำ
สาดหน้า หรือกลิ่นของเค้ก และอีกอันที่เด็ดคือ The Golden Mickeys เป็นการแสดงบนเวทีที่ใหญ่และตระกานตาโดยมีบรรดาการ์
ตูนจาก Disney ทุกหนทุกแห่งมาร่วมกันและสร้างสีสันให้กับคนดูเป็นอย่างมาก " ของเขาดีจริงๆ" ส่วนรายการที่เหลือจะเป็นเครื่องเล่น
ประเภทม้าหมุน ถ้วยหมุน เรื่องราวของหมีพู ช้างดัมโบ้ที่เล่นแบบหนวดปลาหมึกขึ้นๆลงๆ และที่ที่ถ่ายรูปกับตัวการ์ตูนต่างๆ ที่เหลือจะเป็น
ร้านอาหาร และ Gift Shop เล็กๆ
ด้านทิศตะวันตก เป็นดินแดนที่ชื่อ Adventure Land แดนแห่งการผจญภัย สิ่งที่เด็ดของที่นี่คือ Festival of the Lion
King เป็นการแสดงบนเวทีที่ผู้ชมจะนั่งล้อมเวทีทั้ง 4 ด้านและคนแสดงก็จะออกมาจากทั้ง 4 ด้าน การแสดงนี้ก็ดีพอๆกับ 2 อันแรกที่ได้
กล่าวไป ( ก็คัดแต่เด็ดๆที่บอกอ่านะ - - ) อีกอันหนึ่งที่เด็ดของที่นี่คือ Jungle River Cruise ล่องแก่งสู่แดนสนธยา ท่านจะได้ล่อง
แม่น้ำสู่การผจญภัยพบกับสิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นสัตว์ดุร้าย คนป่า หรือแม้กระทั่ง Effect ที่เกิดขึ้น ( อันนี้ฟันธงว่าก็ดีไปอีกแบบ ) ส่วน
รายการที่เหลือของที่นี่คือ บ้านทาร์ซาน Liki Tikis และร้านอาหารเล็กๆของที่นี่
ด้านทิศตะวันออก เป็นดินแดนที่ชื่อ Tomorrow Land แดนแห่งอนาคต สิ่งที่เด็ดของที่นี่มีเพียงสิ่งเดียวคือ Space Mountain จรวดสุดแรงเกิดที่ทำให้ความมันส์ในตัวคุณพุ่งออกมาจากข้างในอย่างรุนแรง !!!! ส่วนรายการที่เหลือคือ ขับรถ นั่งยานหมุน
และพวกร้านอาหารต่างๆ
ด้านทิศใต้ เป็นดินแดนที่ชื่อ Main Street, U.S.A. แดนแห่งการ Shopping สิ่งของที่ขายก็จะเป็นพวก Chocolate เครื่อง
เขียน พวงกุญแจ หรือพวกเสื้อต่างๆ เป็นต้น และยังมีร้านอาหารต่างๆให้เลือกสรร
หลังจากที่ได้ตรวจดูข้อมูลในแผนที่แล้วก็เริ่มดำเนินการเที่ยวแล้ว !!!!!! 5555+ ไอ้เราก็รู้ตัวว่าโตแล้วอ่านะ เลยคิดว่าสิ่งที่จะเล่นคง
ไม่เยอะมาก เลยเริ่มไปดูหนัง 3 มิติก่อนเลย ทางเข้าหนัง 3 มิติอันนี้ทำ Display เป็นบ้านไม้ที่มีขนาดปานกลางแต่พอเข้าไปด้านในได้แล้วกลับ
กลายเป็นโถงขนาดใหญ่ที่จุคนได้เป็นจำนวนมาก พอข้าพเจ้ากับอาเข้าไปนั่งรอได้สักพัก หนังก็เริ่มฉาย ตัวเอกของเรื่องนี้เป็นใครไม่ได้นั่นคือตัวฮา
Donald Duck นั่นเอง เอกลักษณ์เฉพาะตัวของมันคือ พูดไม่ได้ แต่ใช้เสียงร้องแทน ในเมื่อเป็นหนัง 3 มิติ เวลามีอะไรลอยมาที่หน้าก็จะมีท่าที
เหมือนเอามือปัดเข้าซะหน่อย ( ปฏิกิริยามนุษย์อ่านะ - - ) สำหรับผมถือว่าเป็นหนังสั้นที่ดีเรื่องหนึ่ง ทั้งโรงเนี่ยโคตรจะเฮฮากันเลยอ่ะ ทำท่า
เหมือนไม่เคยดูหนัง 3 มิติกันมาก่อน - -" เด็กๆว่าไปอย่างเพราะเสียงดังสุดกู่เลย พอหนังดำเนินไปนานถึง 10 นาที ฉากจบก็เผยขึ้นแบบสุดเท่
อันนี้ยอมรับว่าชอบนะ เป็ด Donald มันไปชนกำแพงด้านหลังของห้องโถง ( รู้หรอกว่าเป็นตุ๊กตาที่เตรียมไว้ตอนจบแล้ว ) อันนี้จะถือว่า Spoil
ตอนจบไหมเนี่ย - -" พบจบปุ๊บก็เดินออกจากโรงปั๊บ มุ่งสู่สถานที่ต่อไป
หลังจากเดินออกมาได้ไม่นานก็เลี้ยวไปข้างๆ เจอร้านอาหารที่มีชื่อว่า Royal Bonquet Hall ภายในขายอาหารประเภทติ่มซำ
ก๋วยเตี๋ยว อาหารญี่ปุ่น และสเต๊ก ไอ้เราพอมาถึงที่นี่ปุ๊บก็เร่เดินไปดูราคาก่อนเลยครับ ( อันนี้ไม่ดูไม่ได้เพราะอาหารของที่นี่แพงพอควร ) ก็ได้
เดินดูทุกร้าน จนมาหยุดที่หน้าร้านสเต๊ก ปรากฏว่าเห็นราคาจานละ 55 เหรียญ ก็ยืนคิดอยู่นาน เพราะอาหารอย่างอื่นเคยลองกินมาแล้วของที่นี่จึง
ได้ตัดสินใจซื้อเลยซิครับ จะรอไรมากมาย ^ ^ แต่พอจะเดินไปซื้อน้ำก็เห็นราคาแทบเป็นลม อย่างที่บอกไปตอนแรก 20 เหรียญกับ 10 เหรียญ
ข้าพเจ้าจึงคิดว่าดื่มน้ำที่ตัวเองเอามาดีก่า 555+ ถูกกว่าเยอะ ( แต่ไม่เท่าของไทยนะ ) พอนั่งโต๊ะลงทานก็มองอุปกรณืที่เขาให้มา เฮ้ย!!! ช้อนส้อม
มีดเป็นพลาสติกเหมาะเลย เยย!!! จะตัดสเต๊กขาดเหรอว้า!!!!! ปรากฏว่าพอเอาเข้าจริงก็ตัดขาดนะ แต่....โคตรนานกว่าปกติอ่ะ อาจจะซัก 2-3
วิอ่านะ - - พอทานข้าวเสร็จก็ออกเดินทาง Let's Go โลดดดด
กำลังเดินทางมุ่งสู่ Golden Micky ซึ่งอยู่ตรงข้ามโลดกับร้านอาหารที่กิน แต่ตอนแรกนึกว่าไกลกันมาก ปรากฏว่าก็ใกล้กันอ่านะ
แต่ในแผนที่วาดมาเหมือนเมืองนี้ใหญ่โตมาก ( 1 เมตรเหมือน 1 เซนอ่ะ ) พอมาถึงก็ถึงกับตะลึง O-o" รอบตอนบ่ายโมงสี่สิบห้าผ่านไปแย้ววว!!!
( มีรอบ 12:45 13:45 16:15 17:15 และ 18:30 ) ข้าพเจ้ากับคุณอาเลยจะรอตอนเวลา 16:15 ด้วยการเปลี่ยนจุดหมายชั่วคราวไปที่
Adventure Land
พอมาถึง Adventure Land ก็เห็นว่าแถวคิวรอของ Jungle River Cruise นั้นยาวมากจึงคิดว่าอาจจะไมได้นั่ง เลยไปบ้านทาร์
ซานซึ่งอยู่กลางแม่น้ำก่อน โดยการเดินทางข้ามแม่น้ำไปนั้นก็ด้วยพาหนะแพเคลื่อนที่ที่มีเจ้าหน้าที่คุมอยู่ พอขึ้นแพไปแล้วตัวแพจะทำการเคลื่อนที่
ไปอีกฝั่งด้วยการหมุนรอบตัวเองไป ( คงจะทำเพื่อให้คนที่ยืนอยู่ทั้ง 4 ด้านเห็นวิวครบหมดทุกด้านมั้ง อันนี้คิดเองอ่านะ ) พอมาถึงก็ลงเดินวนเพื่อ
ขึ้นบ้านทาร์ซานที่สร้างแต่ของจำลองอยู่รอบๆต้นไม้ เมื่อเดินทางขึ้นไปเรื่อยๆก็เจอแต่ของล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ในเรื่องของทาร์ซานทั้งสิ้น แต่จุดสังเกต
ที่สำคัญคือ บ้านแบบนี้ทาร์ซานสร้างเองไม่ได้หรอก หรูเกิ้น!!!! พอเดินจนครบรอบเสร็จก็เดินลงและข้ามฟากกลับมา จากนั้นก็ลองเดินไปดูคิวของ
Jungle River Cruise เล่นๆ ปรากฏว่าความจริงแล้วแถวนั้นมีถึง 3 แถวแถมยังเคลื่อนตัวเร็วอีกด้วย แถวทั้ง 3 แบ่งตามภาษาที่อยากฟังไกด์พูด
ตอนแรกนึกว่ามีทางเข้าเดียวเลยเดินเข้าช่องที่ไกด์จะพูดภาษาจีน พอบอกอาให้รู้ตัวเลยลอดเชือกมาฝั่งภาอังกฤษแทน 5555+ เกือบไม่ทัน ต้อง
ขอบอกว่าแถวของภาษาอังกฤษนั้นสั้นมาก แปปเดียวก็ได้ขึ้นแล้ว ( ที่ยาวมากๆตอนแรกที่เห็นคือ แถวของภาษาจีน ) พอได้ขึ้นมานั่งบนเรือแล้ว
ไกด์ก็พาลุยน่านน้ำเลย
ไกด์ผู้นี้เป็นผู้หญิงที่มีรูปร่างสันทัด ใส่หมวกและเครื่องแต่งกายสำหรับลุยป่า ใส่แว่นกันแดดสีดำ และพูดภาษาอังกฤษพอชัดเจน
แต่ก็ยังมีสำเนียงจีนปนอยู่บ้าง ไม่ทันไรเรือก็ปราดดดออกตัวโลด เรือก็ลุยน่านน้ำผ่านทั้งจระเข้ใต้บ้านทาร์ซาน ช้างพ่นน้ำใส่(คนบนเรือ) เสียง
สัตว์นานาชนิด มีพวกคนป่า งู แมงมุม และภูเขาไฟระเบิด น้ำระเบิด ออกจะมันส์ตรงที่ข้าพเจ้าพยายามถ่ายไอ้พวกนี้ตอนเรือแล่นไปเรื่อยๆนี่
แหละ ( เล่นเอาซะตัวบิดไม่ทันเลย 555+ แต่ก็ได้ภาพที่สวยๆมาหลายภาพเหมือนกัน ) สักพักก็วนครบรอบจนถึงฝั่งโดยปลอดภัย(ห่วงกล้อง 55+)
จากนั้นก็ออกเดินทางมุ่งสู่ Tomorrow Land
Tomorrow Land ดินแดนแห่อนาคต พอมาถึงก็เห็นป้ายเป็นรูปดาวยักษ์ที่มีวงแหวนล้อมรอบ ได้ทีสิครับก็แกล้งทำเป็นแบกมัน
แล้วก็ถ่ายรูป ส่วนท่าที่คนอื่นไม่ทำไอ้เราก็ทำหมดไม่งั้นเสียชื่อเด็ก'ถาปัดหมด เลยเล่นท่าพิศดารลงไปด้วยเลย ( แต่ไม่มากนะ ไม่ทุเรศด้วย 55+)
จากนั้นก็เดินสำรวจผ่านร้านอาหารที่ทำเหมือนห้องอวกาศ ร้าน Popcorn ที่เหมือนอยู่ในโลก Cyber ลานเด็กเล่นพวกอุปกรณ์อวกาศ และ
เครื่องเล่นที่ให้เด็กขับรถกันเองแต่มีรางข้างล่างช่วยไม่ให้เด็กตกรางหรือชนขอบด้านข้าง และแล้วข้าพเจ้าก็เดินมาถึงสถานที่ที่จะเล่น เบื้องหน้ามัน
คือโดมขนาดใหญ่ที่มีป้ายเขียนไว้ว่า Space Mountain เมื่อข้าพเจ้าเห็นสิ่งที่ต้องการก็ได้ตรงรี่เข้าไปด้านในเล้ยยยย!!!!
ภายในสร้างขึ้นมาให้ดูเหมือนกับว่ากำลังจะมุ่งสู่อวกาศอันกว้างใหญ่ ระหว่างทางที่เดินก็มีจออยู่ด้านบนเป็นระยะๆโดยพูดถึงสิ่งที่พึง
ต้องปฏิบัติเมื่อจะเล่นเครื่องเล่นชนิดนี้ พอเดินมาได้สักระยะก็มาถึงทางออกสู่ส่วนที่รอเล่น ข้าพเจ้ามองผู้คนที่รอและได้เข้าไปนั่งด้วยความตื่นเต้น
" จะได้เล่นอีกแล้วเว้ยยย " ข้าพเจ้าคิดในใจ ^ ^ รอไปได้สักพักก็มาถึงตัวข้าพเจ้ากับคุณอา ข้าพเจ้าได้นั่งหลังสุด เอาล่ะครับการเดินทางสุดๆๆ
หวาดเสียวกำลังจะเริ่มแล้ว ณ บัดนี้ จรวดก็ได้เริ่มออกเดินทางสู่มิติอันมืดมิดมุ่งสู่ห้องอวกาศจำลองอันมืดมิด และแล้วเสียงดังเสียงแรกก็เกิดขึ้น
เป็นเสียงเครื่องจรวดเสียดสีกับอากาศและตัวราง
ครื้นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ครืกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ครึกกกกๆๆๆๆๆๆ
มันส์สิครับ!!!! พี่น้อง !!!!! อาการเราแทบบ้าคลั่งแทบพูดไม่ออก มันส์สุดเหนือคำบรรยาย ( เวอร์ไปม่ะ 5555+ ) เป็นอย่าง
นี้อยู่สักพักก็ออกมาสู่ทางที่อยู่ด้านหลังทางด้านหน้าก่อนที่เราจะเข้าไป พอลงจากจรวดมาแทบอยากย่างเท้าไปต่อแถวใหม่เลยเหอะ 555+ แต่พอดี
คุณอาบอกว่ารอบเดียวก็พอเดี๋ยวเป็นไรไป ก็เลยต้องหยุด เลยเดินออกมาด้านนอก ตรงสู่ Main Street , U.S.A.
เสียงเฮฮาปาร์ตี้ของผู้คนได้ล้นหลามขึ้นทันตาเห็นที่บริเวณ Main Street ตรงหน้าปราสาท เจ้าหน้าที่จำนวนนึงได้ทำการกั้นเขต
แดนขึ้นเพื่อการณ์ใดสักอย่างนึง ข้าพเจ้าเลยเดินเข้าไปมุงกะเขาด้วย ปรากฏว่ามันคือ ทางสำหรับเตรียมเดินพาเหรดที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่นาที
นี้ เอาสิครับ จะรอช้าอยู่ไย!!!!!! วิ่งไปหาที่ที่เหมาะกับการถ่ายรูปอย่างเร่งด่วนเลยล่ะ พระเจ้าจอร์จ!!! ก็ได้ตรงส่วนที่คดโค้งได้รูปทรง ซึ่งคิดถูก
ในภายหลังตรงนี้เป็นที่ถ่ายภาพชั้นดี พาเหรดก็ได้ออกเดินทางมาให้ข้าพเจ้ากดชัตเตอร์อย่างต่อเนื่อง ตัวการ์ตูนในเรื่องต่างๆก็ออกมากันอย่างต่อ
เนื่องไม่ว่าจะเป็น ลิตเติ้ลเมอเมด ซินเดอเรลล่า อลิส อิน วันเดอร์แลนด์ สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้ง 7 Toy Story จนสุดท้ายก็คือ Micky
และแล้วก็หมดช่วงพาเหรด เมื่อข้าพเจ้าถามเวลาจากคุณอาก็ได้เวลามุ่งสู่ " The Golden Mickeys "
เมื่อข้าพเจ้ามาถึง The Golden Mickeys ก็ต้องถึงกับตะลึงในจำนวนที่มากโขของคนจำนวนที่ไม่คิดว่าจะมาอยู่ที่นี่กัน ข้าพเจ้า
คิดในใจว่างานนี้มันใช้ที่นั่งเท่าไรเนี่ย ถึงให้คนเข้าได้เยอะปานฉะนี้ O-o" สักพักแถวก็เลื่อนเข้าสู่ตัวโถง ข้าพเจ้ากับคุณอาก็เลือกนั่งตรงส่วนที่อยู่
กลางๆหลังๆสุด แล้วก็นั่งลงดูโชว์ไปเรื่อยๆ โดยตัวละครในช่วงแรกจะเจอกับพิธีกรสาวสวยกับ Mickey and Minney ช่วงต่อมาก็เจอกับตัวละคร
ในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่ Toy Story Little Mermaid Muran Tarzan The Hunch back of Northe Dume อีกตัวไม่รู้จัก - -" สีฟ้า
ในเรื่องไรก็ไม่รู้อีกนั่นแหละ - -" เกี่ยวกับทะเลฮาวายอ่านะ พอดูจนจบก็เดินออกมาด้วยความสนุก จากนั้นก็เดินตรงสู่สิ่งสุดท้ายคือ Festival
of the Lion King
Festival of the Lion King อยู่ที่ดินแดน Adventure Land ตอนแรกที่เดินผ่านนึกว่าเป็นอะไรอย่างอื่น เพราะว่าตัวงาน
อยู่ลึกเข้าไปอีกและตอนแรกเห็นว่าเงียบมาก พอมาถึงปรากฏว่าพึ่งให้คนเข้าครบพอดีเลยต้องรอรอบต่อไป ช่วงว่างนี้จึงเดินเข้าร้านไปดูของแปลกๆ
ไอ้ของก็มีตั้งเยอะอ่านะ ดันไปสะดุดที่ไพ่รูปไพเรท ออฟ คาริเบี่ยน เลยซื้อมาซะเลย ^ ^ เอามาเล่นไพ่ ซะงั้น!!!! 555+ พอดีสำรับเก่า แป๊ะ
ทำเปียกน้ำตอนไปค่ายที่ชุมพร เลยซื้อมาใหม่ซะเลย จากนั้นก็เดินไปดูของฝากที่ทางญาติๆฝากซื้อ หลังจากดูเสร็จก็กลับมาที่เดิม มันก็เปิดพอดี
จึงเข้าไปยืนคอย สักพักประตูหนาลายไม้ก้เปิดออกเหมือนเชื้อเชิญให้คนเข้าไป ก็เข้าสิครับ!! จะรออยู่ไยอีกนั่นแหละ พอเข้ามาถึงก็เห็นลักษณะ
ของเวทีที่อยู่ตรงกลางโดนโอบล้อมด้วยที่นั่ง 4 ด้าน ข้าพเจ้าได้จับจองที่นั่งกลางหน้าๆเพื่อที่จะได้ถ่ายรูปได้หน่อย พอรอจนคนเข้ามาครบรายการก็
ได้เริ่มขึ้น
ถือได้ว่าเป็นการแสดงบนเวทีที่ดีอีกการแสดงหนึ่งเพราะมันทำให้เราได้เหมือนไปสัมผัสกับมันด้วย และมุมการมองก็มีถึง 4 ด้าน
เรื่องราวที่ได้เล่าผ่านการแสดงนี้ก็คือเนื้อเรื่องของ Lion King ที่ว่าสังเขปดังนี้
เจ้าป่า Mufara ได้ให้กำเนิดลูชายชื่อ Simba และจะให้ขึ้นครองราชก่อนน้องชาย (Scar)ของตน เมื่อ Scar รับไม่ได้จึงวาง
แผนสังหาร Simba โดยมีเหล่าไฮยีน่าเป็นลูกน้อง แต่ทำไม่สำเร็จทำให้ Simba หนีไปจนเจอกับทีโมนและพุมบ้า จนได้ใช้ชีวิตที่เป็นสุขอยู่ที่นี่
จนกระทั่ง Nala (นางเอก) มาตามให้กลับไปช่วยที่ดินแดนของตนเพราะ Scar ได้กำแหงต่อพ่อของเขาและตั้งต้นเป็นใหญ่ พอ Simba มาถึงก็
เข้าต่อสู้จนชนะและได้ปกครองดินแดนนี้ต่อไป
เมื่อจบการแสดงก็ได้ออกมาสูดบรรยากาศยามเย็นข้างนอกและเดินไปทางข้าวเย็นที่ Main Street ในร้านที่ชื่อ Corner ซึ่งตั้ง
ตรงกับที่ว่าร้านอยู่ตรงหัวมุมพอดิบพอดี พอเสร็จแล้วก็เดินทางซื้อของที่ได้เล็งไว้ตอนแรก แล้วก็เดินไปถึงจุดนัดหมายกับไกด์ เวลาล่วงมาเกือบ 1
ทุ่มแล้ว สิ่งที่รอคอยกำลังบังเกิด นั่นคือ พลุยามค่ำคืน
ข้าพเจ้าเดินขึ้นมาข้างบนตัวสถานีรถไฟที่มีลานไว้สำหรับยืนดูพลุที่จะจุดออกมาจากหลังของปราสาท ซึ่งที่ตรงนี้ไกด์บอกว่าจะดูแล้ว
สวยที่สุด เพราะถ้าไปดูใกล้ๆจะเห็นควันขาวเป็นจำนวนมาก พอเวลา 1 ทุ่มตรง พลุก็เริ่มจุด
ปุ้ง ปุ้งๆๆๆ ปุ้ง ปุ้งๆๆ ปุ้ง ปุ้งๆๆๆๆๆ ปุ้ง ปุ้งๆๆๆๆๆๆๆ
เอาละครับบรรดาพลุที่จุดก็แข่งกันระเบิดเสียงกันอย่างไม่เกรงใจใคร สีที่แตกกระจายก็เต็มไปด้วยความสวยงามในตัวมัน บางครั้ง
ก็ระเบิดออกมาเป็นจังหวที่ฟังได้เข้าท่วงทำนอง เป็นอย่างนี้นานถึง 10 นาทีชุดใหญ่ก็ได้ถูกจุดขึ้นแล้วทุกอย่างก็กลับสู่สภาพปกติ เป็นเวลาเดียวกับที่
ไกด์เรียกระดมพลกลับไปที่รถ การเดินทางกลับถึงตัวรถครั้งนี้เหมือนเร็วกว่าปกติ เหมือนแป๊ปเดียวเดินถึง
พอทุกคนมาถึงรถก็มุ่งสู่ " เซินเจิ้น " แดนแห่งการค้าขายที่ไม่มีวันหลับใหล
**************************************
*เอาละครับก็มาถึงจุดหนึ่งของ PART 3 แล้วเน้อออ ไว้เจอกันอีกที PART 4 น้า
เห็นไหมว่า Disney Land นั้นเยอะมาก ขนาดตัวข้าพเจ้ายังงงเลยว่าเยอะงี้ได้ไง ><
แต่เพราะเป็นประเภทชอบพิมพ์เลยเยอะไม่รู้ตัว มือนี่ระวิงเลยจอร์ต 5555+
เอาเถอะๆ คนมันชอบเขียนอ่านะ อ่านนิยายมาก็เยอะ บางอันเลยเขียนคล้ายเข้าทุกทีๆ
ใครทียังไม่ได้อ่าน PART 1-2 ก็กลับไปอ่านก่อนนะเน้อ
*สุดท้ายนี้ขอขบคุณคนที่อ่านมาถึงตอนนี้ด้วยนะครับ แล้วจะปั่นให้จบโดยเร็ว ( กลัวเบื่อกานก่อนง่ะ - -" )
Comment ด้วยน้า ว่ามีไรควรปรับปรุงไหม หรือติชมก็ได้
------------ Blave Dragon ------------
4月23日 ทะยานสู่ฮ่องกง บุกสู่ชีวิต พานพบสิ่งใหม่ๆ PART 1 - > 2 อาฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ มาแล้วๆๆๆๆๆ อ่านชื่อหัวข้อแล้วตื่นเต้นกานยังเนี่ย!!! เอาล่ะแล้วแต่จาคิดล้ากานนน้า คราวนี้จากชื่อก็คงรู้แล้วนะว่าจะได้อ่านไรต่อไป เอาเป็นว่าคนที่เคยไปหรือไม่เคยไปก็ตาม ก็จะได้ความรู้สนุกๆใหม่ๆอีกกับการท่องเที่ยวที่ HONG KONG ใน Style ของกราผมน้า ^^
Let's Go !!!!!!!!!!!
1
ทะยานสู่ฮ่องกง
ณ สนามบินสุวรรณภูมิที่มีความใหญ่โตมโหฬารตระกานตา ด้วยความสามารถบางอย่างจึงออกมาเป็นสถานที่แห่งนี้ ในที่นี้จะมี
ผู้คนหลายสัญชาติพลุกพล่านกันเป็นอย่างมาก ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ มีร้านรวงมากมายตั้งอยู่ตามชั้นต่างๆ แม้แต่ food court ก็มี แต่
เมื่อได้ขึ้นมาถึงชั้นที่ 4 ของสนามบินแห่งนี้แล้วจะเจอสถานที่ที่มีการแบ่งแถวออกเป็นล็อคๆยาวไปแนวลึกไปตามตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ระบุไว้ ซึ่งจะ
เห็นว่ามีคนนำกระเป๋าของแต่ละคนไปวางเพื่อชั่งน้ำหนักกระเป๋าไม่ให้เกิน 20 กก. ในจำนวนคนกลุ่มนี้มีบุรุษผู้แสนจะน่ารักรวมอยู่ด้วย ช่ายแล้วว!!!!!!
ตัวข้าพเจ้าเองนี่แหละ ^ ^ 5555+ " และนี่เองที่เป็นจุดเริ่มของเหตุการณ์ต่างๆทั้งปวง "
" เฮ้ ! ไกด์อยู่ไหนว่ะเนี่ย นัดตรงนี้ม่ายช่ายรึ รึว่ามาสายซะเอง " ข้าพเจ้าบ่นในใจ แต่แท้จริงแล้วสักพักก็เจอไกด์แล้ว รูปร่างเขา
เป็นคนตัวสูงเข้ารูป หน้าตาสะอาดพอประมาณดูเหมือนเป็นผู้มีความรู้ที่ผ่านประสบการณ์ด้านนี้มานาน ที่หูทั้ง 2 มีต่างหูที่ติดไว้โดยไม่ต้องเจาะ นาม
ของเขาคือ คุณเสกสรร หัวหน้าไกด์ทัวร์ครั้งนี้นั่นเอง!!! พอคุยกับเขาได้สักพักก็ฝากกระเป๋าเดินทาง และเดินตรงเข้าช่องผู้โดยสารขาออก ก็มาพบ
กับคนตรวจpassport ที่บริเวณทางเข้าอีกส่วนหนึ่ง พอเขาตรวจเสร็จก็เดินต่อเข้าไปด้านในเจอ Duty Free ภายในของเยอะมาก ทั้งเครื่องสำอาง
น้ำหอม ขนม เครื่องอิเล็คทรอนิกส์ต่างๆ พอข้าพเจ้ามองดูนาฬิกาก็พบว่าตัวเลขในนาฬิกานั้นว่างเปล่า O-o"" นี่ล่ะครับกานเดินทางแสนดี ซวย
แต่หัววันเลยครับ!!
แต่ก็ไม่ได้เครียดไรมาก ก็เดินๆดูของไปตามทางที่ทอดยาวไปจนถึง Gate ข้างหน้า ( ยาวมากขอบอก ) ของแต่ละอย่างนั้นแพง
มากเหอะ เลยเดินดูและเดินเลยไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆเรื่อยๆๆๆๆๆ จนถึงที่พักของ Gate ที่จะขึ้น ก็รอเวลาจนกว่าจะ 16.10 ระหว่างนั้นข้าพเจ้าก็สังเกตุ
รอบๆว่าแถวนี้มีไรหน้าดูบ้าง ปรากฏว่ากลายเป็นดูข้อผิดพลาดของสนามบินซะงั้น - -" ไม่ขอบอกว่าไรแต่ถ้าให้สถาปนิกอย่างเราๆมาดูก็ต้องร้อง
อ๋อ !! ชัวร์
" ให้มันได้งี้ซิว่ะ สนามบินไทยเนี่ย - -" " บ่นในใจอีก 555+
" Attention please Gate F4 จะเปิดแล้วน้า~ เชิญเข้ากันได้ " เสียงประกาศบอก ( จำทางการของเขาไมได้ - - )
ผมกับคุณอาก็เดินเตร่เข้าไปถึงในเครื่องบิน CX Cathay Pacific Airline แล้วก็นั่งประจำที่เบอร์ 35G และ 35E จากนั้นก็ยุ่งกับ
การฟังเพลง ดูหนัง กินข้าว และก็นอน 555+ ของจำเป็นเลยนะเนี่ย ภายในเครื่องบินก็เหมือนเครื่องบินทั่วๆไปก็ไม่ต้องอธิบาย ก็ตัดฉากมาที่ผ่าน
มา 2 ชม.ก่าๆก็ได้ร่อนลงสู่ HONG KONG แล้ววว พอลงได้อย่างปลอดภัยข้าพเจ้ากับคุณอาก็เดินออกจากตัวเครื่องบินไปรอไกด์ที่หน้า
ทางออกตรงส่วนที่โล่งๆ รอสักพักไกด์และลูกทัวร์คนอื่นๆก็มากันครบ จากที่ผมได้สังเกตลูกทัวร์ทุกคนก็ได้ผลออกมาดังนี้
ครอบครัวที่ 1 มีด้วยกัน 3 คน พ่อ แม่ ลูก = คนพ่อใส่แว่น หน้าตาเหมือนผู้ผ่านประสบการณ์การทำงานมามาก ผมสั้นหยักศก ดู
ยังวัยรุ่นๆอยู่ คนแม่รูปร่างอ้วนและตัวเตี้ยกว่าคนพ่อ ดูเป็นคนมีอารมณ์ขัน และหน้าขาวเนียน ส่วนคนลูกเป็นผู้หญิงท่าทางน่ารัก ^ ^ ( ส่วน
ตัวนะ ) หน้าตาไม่มีรอย สวยเนียน แต่ท่าทางอายุยังไม่มากเพราะเห็นยังทำตัวเด็กๆอยู่ ถ้าใครอยู่ 'ถาปัดตอนทำละครนะ จะบอกว่าหน้าตาคล้ายน้อง
แพร ไม่ก็น้องจา ok ผ่านไป
ครอบครัวที่ 2 มีด้วยกัน 4 คน พ่อ แม่ น้า ลูก = คนพ่อเนี่ยหน้าตาดูเหมือนไม่ใช่คนไทย เพราะย้อมผมทองดูเหมือนวัยรุ่น เป็นนัก
ธุรกิจแต่ชอบเล่นฮาๆกับลูกตัวเอง คนแม่ใส่แว่น ไว้ผมสั้น ท่าทางดูเรียบร้อย ตัวเตี้ยกว่าคนพ่อเช่นกัน คนน้ามีลักษณะร่างกายอ้วน ปล่อยผม
หน้าตาเนียน ส่วนคนลูกเป็นเด็กชายอยู่ ป.5 ชื่อ ค๊อปเตอร์ ( พึ่งเคยได้ยินนะเนี่ย - -" ) เป็นเด็กร่างเล็กอายุน้อยที่สุดในทัวร์
ครอบครั้วที่ 3 มีด้วยกัน 4 คน พ่อ แม่ ลูก และอาม่า = คนพ่อแก่มากแล้ว ที่หูคล้ายกับมีเครื่องช่วยฟังติดไว้ตลอดเวลา คนแม่ดู
แก่น้อยกว่าคนพ่อ เป็นคนใส่แว่นแต่ดวงตากลับโตเหมือนอยากจะตะคลุบเหยื่ออย่างใดอย่างนั้นแหละ เวลาพูดก็เสียงดังมาก ส่วนคนลูกดูจากหน้า
ตาท่าทางแล้วอายุมากพอตัวอยู่ แต่หน้าตาดูเหมือนคนเอ๋อเลย แต่ไม่ใช่นะ ^ ^" ทั้ง 3 คนนี้สูงไล่เลี่ยกัน คนสุดท้ายคือสุดยอดอาม่า!!!
( เดี๋ยวก็รู้ว่าสุดยอดยังไง ) เป็นคนที่อายุมากที่สุดในกลุ่มคือ 70 ปี แต่ท่าทางยังแข็งแรงอยู่
ครอบครัวสุดท้ายคือของผมกับคุณอา 2 คน ไม่ต้องบอกเนอะ 555+
พอนับแล้วก็มีกัน 14 ชีวิตอาเนอะ( รวมไกด์ด้วย )พอทุกคนมาพร้อมกันแล้วก็ลุยสู่ด้านตรวจของเข้าเมือง ( immigration ) ของ
ฮ่องกงกันเล้ยยย!!! พวกผมก็เดินแบบโคตรจำอ้าว~มาถึงตัวด่านซึ่งคนเยอะมาก แถวยาวมาก แต่ดีที่ช่องตรวจคนเยอะพอสมควร เลยใช้เวลาไม่
นานนักผ่านส่วนนี้ออกมาได้ แล้วก็ตรงไปเอากระเป๋าที่จุดรับกระเป๋าแล้วออกมาสู่ตัวส่วนนอกของห้องสำหรับผู้โดยสารขาเข้า ได้พบกับ Local
Guilde ชื่อ Ivy เธอผู้นี้มีรูปร่างสันทัด เป็นคนปล่อยผม อายุไม่มาก แลดูเป็นคนอัธยาศัยดี สักพักเขาก็พาเราไปที่รถโดยสารเพื่อออกเดินทาง
สู่ที่พักต่อไป
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการผจญภัยในฮ่องกงนั่นเอง !!!
*******************************************
2
ชีวิตในฮ่องกง
หลังจากที่ได้นั่งรถโดยสารออกมาจากสนามบินแล้วก็ได้รู้ว่าสนามบินนี้ชื่อ " แชม ลัง กอง " เป็นสนามบินใหม่ของทางฮ่องกงตั้งอยู่
บนเกาะลันเตา ซึ่งสนามบินนี้สร้างจากการที่ถมที่เก่าทิ้งและมีอายุมากว่า 10 ปีแล้ว ยังคงความสวยงามอยู่จนถึงบัดนี้
" ทำไมมันดูดีกว่าประเทศเราว่ะ " ข้าพเจ้าก็คิดในใจอีก - -"
พอเลยสนามบินมาได้สักหน่อยก็ได้ขึ้นสะพานที่ยาวที่สุดในเอเชีย ยาวประมาณ 1,377 กม. เป็นสะพานสองชั้น จะใช้ชั้นล่างก็ต่อ
เมื่อมีลมพายุพัดหนัก สะพานนี้มีชื่อว่า " เชง ม่า " เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างเกาะลันเตากับเกาะเกาลูน ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ข้ามมาจนถึงเกาะเกาลูน
เพื่อเข้าพักในโรงแรมที่พอมาดูจริงๆแล้ว " เหมือนแมนชั่นเลยว่ะ - -" " เป็นคำพูดแรกที่พูดออกมาเมื่อได้เห็น จริงๆแล้วมันเป็นโรงแรมส่วนหนึ่ง
แต่อีกส่วนหนึ่งมีไว้ให้คนมาเช่าพักซึ่งอยู่อีกฝั่งของตัวโรงแรมทำให้พอมองไปฝั่งตรงข้ามจึงเห็นเป็นแมนชั่น ตึกที่นี่ถูกคั่นฝั่งกันด้วยสระน้ำด้านล่างที่
ดูแล้วสวยงามมาก มีการประดับประดาสถานที่ด้วยหินโชว์ก้อนโตเรียงเป็นแนวยาว แล้วมีศาลาอยู่ตรงกลางสายน้ำที่ถอดตัวยาว ภายหลังรู้ว่าไม่ได้
เปิดให้คนเข้า - -" ( ไปดูมาด้วยตัวเอง กะจะไปซนซะหน่อย 555+ )
พอถึงห้องตัวเองปุ๊บก็สอดการ์ดเพื่อเปิดห้อง " ดูหรูเนอะ " แต่พอเข้าไปในห้องนี่สิ เวงงงง!!! แคบมาเหอะ พระเจ้าจอร์จ !!!!
2.5*6m เองอ่ะดิ ห้องไรเนี่ย - -" แต่จากการคิดตามเหตุผล ที่นีไว้ให้คนพักแล้วไล่ออกนี่เอง ไม่ต้องอยู่นาน ซะงั้นอ่ะ !! - -" เดี๋ยวอ่านไป
เรื่อยๆก็จะรู้เองว่าเพราะอะไร ( ฮ่องกงมีไรอีกมากที่ต้องทำความเข้าใจ ) แค่นี้ไม่คิดมากหรอกอยู่ได้อยู่แล้ว ระดับเรา พอเดินเข้าประตูไป ก็เห็น
ประตูเลื่อนอยู่ทางขวามือ ก็รู้สึกว่าหรูอีกแหละ "" แต่ปรากฏว่า "เลื่อนได้ ล็อคไม่ได้" เฮ้!! คนก็เข้าออกกันได้พอดีอ่ะดิ - -" แต่ไม่คิดมากอีก
นั่นแหละเดินเข้าไปดู ก็ชอบนะ Style การจัด LayOut ที่นี่ดีพอสมควร วางตำแหน่งได้เหมาะสมกับขนาดที่มีอยู่ จากนั้นก็ออกมาแล้วเดินไปด้านที่
มีเตียงนอน บนเตียงนอนมีหมอนและผ้าห่มที่ขาวไปหมดจนคล้ายกับกลืนเป็นสีเดียวกัน แต่นุ่มใช้ได้ พอมองเลยเตียงนอนไปก็จะเห็นกระจกอยู่
บานหนึ่งซึ่งมีขนาดยาวตั้งแต่มุมห้องไปอีกมุมห้อง และมุมหนึ่งก็มีโทรทัศน์วางอยู่ข้างๆ ซึ่งถ้าเราเปิดประตูเข้ามาก็จะเห็นโทรทัศน์เลยนั่นเอง
พอวางของทุกอย่างเสร็จก็รีบลงมาชั้นล่างเพื่อไปซื้อของทานกับคุณอาตามที่ไกด์บอกแหล่งมา ข้าพเจ้ากับคุณอาก็เดินลัดเลาะมา
จนถึงบันไดเลื่อนแล้วก็ลงไปจนถึงชั้นที่มีขายของ ลักษณะของร้ายขายของก็เหมือนบ้านเราๆเนี่ยแหละ พอตรงเข้าไปก็ดูของที่ต้องการซื้อแหละ
ราคา ซึ่งได้มาดังนี้
น้ำเปล่า 3-7 เหรียญดอลลาร์ฮ่องกง
มาม่า 6 เหรียญดอลลาร์ฮ่องกง ทำที่ประเทศไทยเองจ้า - -" ( ไอ้เราซื้อมากินลืมดูประเทศผู้ผลิต - -" เห็นทีหลัง )
Calbee รส Pizza กับ Coke Zero (No Sugar ) อร่อย
ขนมที่นี่แพงก่าบ้านเรามาก
และอื่นๆอีกมากที่แพง
จากนั้นก็กลับขึ้นมาบนห้องด้วยลิฟท์ของโรงแรม ภายในตัวลิฟท์นั้นใช้วัสดุที่ดำสนิททำให้ภายในดูอึดอัดเหมือนจะบอกว่า " ให้รีบ
ออกไปอย่ามาอยู่นานเล้ยย " ออกจากลิฟท์มาได้สักพักก็ถึงห้อง แล้วก็จัดแจง " แดกมันซะให้หมด " ก็กวาดเรียบสิครับทั่น
" เอาว่ะ พรุ่งนี้ก็จะเที่ยวแล้ว อาบน้ำและนอนก่อนดีก่า " ข้าพเจ้าเริ่มจัดแจงวางแผนการต่อเลย
ข้าพเจ้าก็เดินเข้าห้องน้ำพร้อมของใช้ที่จำเป็น และมองไปรอบๆเพื่อตรวจสอบของใช้ภายในห้องน้ำ สิ่งที่เขามีให้ก็คือ ยาสีฟัน
แปรงสีฟันแชมพู ผ้าเช็ดตัว แต่ไม่มีสบู่ - -" " ทำไมว่ะ " สบถอีก - -" จากนั้นก็คิดสักพักก็รู้ทันที " เออว่ะ อาจใช่ !! " จากนั้นก็อาบน้ำจน
เสร็จสรรพแล้วออกมานั่งจัดของอยู่สักพัก จากนั้นก็บุกเดินไปด้านนอกแล้วถ่ายรูปเท่าที่พอถ่ายได้ แล้ววกกลับเข้าห้องมาวางกล้องลง จากนั้นร่าง
กายทุกส่วนก็เหมือนโดนแรงของเตียงดึงชีวิตลงสู่นิทราต่อไป zZzZz
ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีไรรอข้าพเจ้าอยู่บ้าง
* ร้านโดยทั่วไปปิดบริการตอน 4 ทุ่ม
* น้ำของฮ่องที่เป็นน้ำใช้จะถูกส่งมาจากเมืองจีน ส่วนน้ำที่ใช้บริโภคจะมาจากฝรั่งเศสกับทางยุโรป
* โรงแรมที่ข้าพเจ้าอยู่นั้นตั้งอยู่บนเกาะเกาลูน ชื่อ Rambler Oasis Hotel มีจำนวน 30 ชั้น พึ่งเปิดตัวใหม่ได้ไม่นาน
* คนฮ่องกงส่วนใหญ่ไม่มีบ้าน มีแต่ตึกสูงซึ่งเฉลี่ยประมาณ 50 ชั้น
ราคา 1 ห้องตกอยู่ที่ 2,000,000 เหรียญดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 9 ล้านบาทไทย
ถ้าเป็นราคาที่ดินก็ตกอยู่ที่ 1 ตร.ฟุต ( 1 ตร.ม. = 10 ตร.ฟุต ) = 6,000 เหรียญดอลลาร์ฮ่องกง
* HK$ = เหรียญดอลลาร์ฮ่องกง
* รถโดยสารที่เหมามารับส่งหรือตามทางทั่วไปจะต้องผลัดเปลี่ยนทุกๆ 1 ชม. คือเจ้านี้เสร็จต้องไปเจ้าอื่นต่อเลย
* ถ้าจะโทรกลับบ้านต้องกด 00166 แล้วตามด้วยเบอร์ที่ต้องการโดยตัด 0 ออกด้วย
***********************************************************
3
TSL แหล่ง Jewellery และ หวัง ต้า เซียน ดินแดนที่ต้องมาถึง
จิ๊บๆๆ จิ๊บๆๆๆ เสียงสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งซึ่งตัวเล็กและบินได้ร้องออกมา เอ้ยย!!!! ไม่มีๆ เพราะว่ากระจกไม่ได้เปิดและแถว
นี้รู้สึกจะไม่มีนกซะด้วย 555+ ข้าพเจ้าได้ wake up ขึ้นมารับแดดยามเช้าที่ส่งผ่านเข้ามาแบบตอนรับ ไม่ใช่ด้วยอากาศที่ร้อนเหมือนเมืองไทย
แต่เป็นแสงแดดอันอบอุ่นไปด้วยไอเย็นที่เจือจาง จากนั้นก็เข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ และแต่งตัวลงไปรับบรรยากาศยามเช้า
หลังจากที่ลงมาถึงชั้น Lobby ก็ได้เดินออกไปถ่ายรูปเล่นด้านนอกอาคาร ภายนอกอาคารจะติดกับท่าเรือขนส่งของเกาะลันเตา
" อากาศดีโคตรๆ เล้ยยเจ้าประคุณ ^ ^ " ข้าพเจ้าพูด
สักพักไกด์ก็เรียกรวมไปขึ้นรถ ตรงบึ่งไปที่ภัตตาคารอาหารเช้าชื่อ Honpo ระหว่างทางไกด์ก็พูดคุยเรื่องเกี่ยวกับสถานที่และ
ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่ฮ่องกงนี้ให้ฟัง ซึ่งก็ดูสภาพรอบๆไปเป็นตัวอย่างได้ พอถึงช่วงหนึ่งก็มาถึงแล้ว ภัตตาคาร Honpo ซึ่งเป็นร้านอาหารจีน
ที่อยู่ชั้นใต้ดิน ร้านนี้ดูเผินๆจัดให้เพดานดูต่ำ ความจริงแล้วเขายกพื้นสูงโดยให้ข้างใต้เป็นสระบัว บรรยากาศในร้านครึกครื้นตลอดเวลา อาหาร
ก็น่ารับประทานมาก ทั้งผักกวางตุ้ง ซาลาเปา ขนมจีบ ฮะเก๋า เต้าหู้ ฯลฯ หลังจากทางอาหารเสร็จก็มุ่งสู่ TSL
TSL ( Tse Sui Luen Jewellery Co., LTD. )
TSL เป็นบริษัทขายเครื่องเพชรที่มีชื่อเสียงซึ่งได้จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ก่อตั้งโดยคุณ Tse Sui Luen บริษัทนี้ก่อตั้ง
มานานกว่า 60 ปี ส่วนใหญ่จะเน้นขายเพชรเป็นหลัก ต่อมาก็มีพวกอัญมณี แก้ว แหวน หยก สร้อย และจี้ต่างๆ ซึ่งช่วงนี้ที่นี่ได้ทำสัญญา
โปรโมทให้ Disney Land โดยซื้อบัตร Disney Land แล้วมาซื้อของที่ TSL จะลดราคาลง 50%
ภายในอาคารนั้นจัดดูแล้วมีลักษณะที่แคบ แต่จากการที่มีกระจกมากั้นแทนผนังระหว่าง Space ใข้งาน 2 ด้าน ทำให้ดูแล้วไม่แคบ
กว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งครั้งนี้ได้มีเจ้าหน้าที่มาอำนวยความสะดวกด้วยการอธิบายเกี่ยวกับที่นี่ให้ฟังในเรื่องต่างๆของทางบริษัท ส่วนใหญ่พนักงานที่นี่ที่
ข้าพเจ้าเห็นจะมีพนักงานที่เป็นคนไทยมากพอสมควร ( เพราะคิดว่าคนจีนกับคนไทยใกล้เคียงกัน ) พอเจ้าหน้าที่พามาจนถึงตีนบันไดชั้น 1 ที่จะขึ้น
ชั้น 2 ก็พล่ามเรื่องจี้ฮวงจุ้ยห้อยคอที่ขจัดปัดเป่าสิ่งร้ายๆให้ซึ่งมีตามดวงวันเกิด ตอนแรกก็อยากจะซื้ออยู่หรอก แต่พอไปดูราคาจริงเป็น หมื่น O-o"
แล้วยิ่งมีคุณอาที่จบด้านดูเพชรเป็น บอกเสริมไปอีกเรื่องคุณค่าของมันเลยไม่ต้องบอกเลย Say Good Bye Only hohoho!!!!
หลังจากนั้นข้าพเจ้ากับคุณอาก็เดินดูไปเรื่อยๆ คุณอาก็สาธยายเกี่ยวกับเพชรให้ฟังจนหมดว่ามีวิธีการดูเพชรอย่างไร และอีกครั้งที่
คุณอาบอกว่าเพชรที่นี่แพงกว่าที่ไทยมาก
" นึกว่าที่นี่โดยตรงจะถูกกว่า " คุณอาบอกกล่าวให้ฟัง
สักพักลูกทัวร์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กลุ่มอื่นก็พากันซื้อไปเยอะมาก เหมือนไม่รู้ค่าที่แท้จริงของมัน - -" แต่ถึงรู้ก็ช่างเขาเถอะ พออยู่
ไปได้สักพักก็ออกเดินทางสู่ หวัง ต้า เซียน จ้า!!!!
หวัง ต้า เซียน แดนที่ทุกคนต้องมาถึง ไม่มาเหมือนไม่มาถึงฮ่องกง
บรื้นๆๆๆๆๆๆๆ บรื้นๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เสียงรถคันหนึ่งได้วิ่งอยู่บนถนนที่มีรถอีกมากมายวิ่งกันเหมือนดูวุ่นวาย แต่ไร้เสียงกนด่ากัน ในจำนวนรถทั้งหลายมีอยู่หนึ่งคันที่กำลัง
แล่นไปที่ที่มีศาลเจ้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใกล้กับตลาดหมูหัน ( เป็นตลาดที่ขายแต่หมูหันสัก 8/10 เพราะเทพเจ้าหวัง ต้า เซียน ชอบหมูหัน )
ภายในรถคันนั้นมีคนอยู่จำนวนหนึ่งที่กำลังตื่นตากับการที่ได้ออกเดินทางเที่ยวในขณะนี้ สักพักรถก็จอดที่ลานจอดรถของวัดที่เป็นจุดหมาย
เอี๊ยดดดดดดด
ก้าวแต่ละก้าวที่ลงจากรถเหมือนที่จะรีบไปถึงจุดมุ่งหมาย รวมไปถึงเท้าหนึ่งที่พึ่งติดพื้น คนๆนั้นได้สวมหมวกกันแดดเพื่อที่จะหลบจาก
แสงอันทำให้เกิดแรง Reaction กลับไปเสมอ บุรุษผู้นั้นคือ " ข้าพเจ้าเองอีกแหละ 5555+ " เอาอีกแหละ - -" ประจำๆ อ่ะๆ ต่อ ข้าพเจ้าก็ได้
เดินเข้าไปในศาลเจ้าหวัง ต้า เซียน ซึ่งต้องเดินขึ้นบันไดไปหลายขั้นอยู่ แต่พอขึ้นมาถึงจุดหนึ่งแล้วก็รับธูปมา 9 ดอกเพื่อที่จะไปไหว้ท่านหวัง ต้า
เซียน หลังจากที่ไหว้และถ่ายรูปเสร็จก็กลับออกมาอีกด้านหนึ่ง ซึ่งมีลานกว้างที่มีรูปปั้นพวกสัตว์อยู่จุดหนึ่ง สวนเขียวจุดหนึ่ง และมีที่ชมวิวอีกจุด
ก่อนกลับข้าพเจ้าได้เจอตู้น้ำของฮ่องกง รูปร่างเหมือนตู้ขายน้ำอัตโนมัติที่บ้านเรามาก แต่ต่างกันตรงที่ราคา 555+ โคตรแพงซ้างั้น ราคาน้ำอัดลม
6.00 เหรียญดอลลาร์ฮ่องกง = 24 บาท - 26 บาท O-o" จากที่ได้เห็นราคาก็ไม่กล้าซื้อแล้วก็ไปขึ้นรถ เพื่อมุ่งสู่แดนที่เด็กๆใฝ่ฝันถึงนั่นคือ
" Hong Kong Disney Land"
*น้ำมันและรถ
น้ำมันลิตรละ 70 บาท เนื่องจากที่ฮ่องกงพยายามไม่ให้คนใช้รถกันเพราะว่าที่ดินมีจำกัด ทำให้ต้องลดจำนวนรถลง ถ้าจะมี
รถต้องเป็นพวกเศรษฐี ซึ่งมาตราการก็มีพวกเก็บค่าเช่าที่จอดรถให้แพงเท่ากับค่าเช่าบ้าน แต่ราคารถถูกกว่าที่ไทย 50% " อย่าลืมว่าคนที่นี่
ส่วนใหญ่มีแต่คนต่างถิ่นมาทำงานจึงไม่จำเป็นต้องใช้รถกัน
*ยานพาหนะ
รถไฟฟ้าใต้ดินมีมากว่า 20 ปี มีประตูเข้า-ออก 4-6 ประตู แบ่งประเภทได้ 4 แบบคือ
1. KRC วิ่งจากเกาะเกาลูนไปบริเวณนอกเมือง
2. MTR วิ่งในตัวเกาะเกาลูน
3. Airport Express วิ่งจากสนามบินไปตัวเมืองเกาะเกาลูน
4. Disney Land วิ่งจาก Disney Land ไปถึงกึ่งกลางระหว่าง MTR กับ Airport Express
การเดินทางอีกแบบคือการเดินทางด้วยอุโมงค์ใต้ดินที่เชื่อมต่อเกาะเกาลูนกับเกาะลันเตา เสียค่าเดินทางด้วยรถบัส 80 เหรียญ
ไป-กลับก็ 160 เหรียญ ซึ่งอุโมงค์ใต้ดินนี้ถือได้ว่าเป็นตัวสร้างรายได้ให้ประเทศมหาศาลมากด้วยตัวเลขวันละ 10 ล้านเหรียญดอล-
ลาร์ฮ่องกง
บนเกาะเกาลูนมีสถานที่ที่เรียกว่า เกาลูนซิตี้ เป็นเมืองไทยขนาดย่อมที่อยู่ใกล้กับสนามบิน เพื่อง่ายต่อการขนส่งวัตถุดิบจากเมือง
ไทย โดยราคาอาหารจะประมาณนี้ -> ส้มตำ 50 เหรียญ ขนาดเล็ก ถ้าใหญ่ก็จะ 70 เหรียญ
แต่ละป้ายที่คนจะมารอรถบัสจะไม่มีที่นั่ง เพราะแต่ละครั้งรถบัสจะมาเร็วมาก
*ความเชื่อและวิถีชีวิต
จากที่ว่าฮ่องกงเป็นแหล่งของคนจีนจึงเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยเป็นอย่างมาก ดังนี้
หมายเลข 1 = ที่ 1
3 = มีชีวิตที่ดี
8 = ร่ำรวย
9 = อายุยืน
10= แน่ๆ
80,18 = รวยแน่ๆ
1389 = รวยตลอดชีวิต
8888 = 8 แรก ร่ำรวย 8 สอง รวยง่าย 8 สาม ชาตินี้รวย 8 สี่ ตายก็รวย
ผู้ที่มีป้ายทะเบียน 8888 คือเจ้าของ New World ซื้อด้วยเงิน 1 ล้านเหรียญดอลลาร์ฮ่องกง
4 = ตาย
14 = ตายแน่ๆ
ตามตึกต่างๆจึงไม่ค่อยมีชั้น 14
ตึก 88 ชั้นคือตึกที่สูงที่สุดในตอนนี้ของฮ่องกง เป็นตึกที่มีคล้ายเสาอากาศ 2 เส้นปักอยู่บนยอด สร้างแล้วโชคดี ( 88 )
แต่ตึกจะสร้างสูงได้ต้องห้ามเกินภูเขา ( ฮวงจุ้ย หน้าแม่น้ำ หลังภูเขา )
" คนที่นี่ชอบเสี่ยงดวงกันมาก ดูได้จาก วัน จ/พ/ศ มีแทงม้า อ/พฤ/ส มี Lottery ในแต่ละอาทิตย์สลับ ม้า กับ Lottery "
อะแฮ่ม ในด้านวิถีชีวิตน้า เขาให้ว่าถ้าคนต่างชาติมาแต่งกับคนในฮ่องกง จะต้องอาศัยอยู่ฮ่องกงเลยย ไม่ต้องทำ Visa ด้วย
****************************************
* และแล้ว PART 2 ก็ได้จบตามPART 1 ไปแล้วนะครับ พอดีครั้งนี้พิมพ์ไปกระตุกไป - -" สงสัยเยอะเกิน
ก็ขอบคุณทุกกระแสตอบรับที่เข้ามาอ่านนะครับ แล้วก็ครั้งนี้ก็ขอ ment ด้วยน้า จะได้มีกำลังใจพิมพ์ต่อ
( ไม่ ment ก็ได้นะ แล้วแต่ )
* ความจริงบางคนอาจดูเหมือนว่าเราจะพิมพ์คล้ายนิยายนิดหน่อย = เพราะคนมันชอบอ่านอ่ะ
เลยเผลออยากติดลงไปบ้าง แต่หลังจากนี้เดี๋ยวมีฮาหลายอย่างรอก่อนล้ากานน้า
*
ช่วงนี้ภาวะติดงานหนัก อาจพิมพ์ได้ไม่เยอะมากต่อครั้งนะ [( ^ _ ^ )]
------------- Brave Dragon ---------------------
4月17日 มองกลับมาที่ตัวเอง เคยมีบางครั้งที่หันกลับมามองชีวิตของตัวเองว่า " เราเป็นใคร เกิดมาเพื่ออะไร และมีสิ่งใดที่เหมาะสมกับตนเอง "
คำถามนี้เราไม่เคยตอบตัวเองได้ แปลกใจไหม????
เพราะอะไรน่ะหรือ??? เพราะเรายังหาตัวตนที่แท้จริงไม่เจอนั่นเอง - - เคยคิดนะว่าพอเราอายุมากขึ้นเราควรทำตัวอย่างไร แต่มักจะมีอุปสรรคเสมอ เคยคิดอยากขายของแต่เด็ก แต่ที่บ้านมักบอกว่ายังเร็วไป O-o" เคยอยากเรียนนู้นเรียนนี่ที่มีประโยชน์ แต่ที่บ้านบอกเปลืองตังค์ - -" อยากทำงานที่บริษัทงานไรก็ได้ แต่ที่บ้านบอกมีไฟมันก็ดี แต่ยังเร็วไป ไม่มีใครสอนคุณได้หรอก มีหลายครั้งที่ดิ้นรนจนตนได้งานและเงินมาเป็นพักๆ ตอนนั้นคิดว่าโชคดีมากๆ ^ ^ ทำงานอย่างมีความสุขแม้จะไม่ติดต่อกัน แต่มันทำซะหลายอย่างเลยนี่สิ เลยไม่รู้ว่าเราถนัดด้านไหน - -? นี่แหละเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่กำลังตามหา เราถนัดอะไร?? ไม่เคยรู้และไม่เคยทราบ เพราะเป็นคนอยากลองทำอะไรหลายอย่าง จนเก่งแค่พอประมาณไปหมด ดีแล้วรึ??? คิดว่าไม่ แน่นอน ควรจะรู้ได้แล้วว่าตนชอบอะไร
ถึงแม้ว่าจะเรียนคณะสถาปัตย์ แต่ก็ใช่ว่าออกไปอยากจะทำงานด้านนี้ อาจจะไปทำออกแบบด้านอื่น หรือเน้นด้านบริหาร เพราะก็เป็นส่วนที่ชอบอยู่ แต่อีกใจก็อยากแต่งนิยายไปด้วยในตัว และเรียนรู้งานคอมไปด้วย โอ้ยย >< !!! อยากบ้าตาย ถ้ามัวแต่อยากนู่นอยากนี้ ชาตินี้ไม่รู้ว่าจะทำไรดี เพราะมีเยอะมากกก นี่ล่ะน้า - -" พอมองตัวเองเสมอก็เจอเรื่องวุ่นๆตลอดเวลา
แต่ในที่สุดก็รู้แล้วล่ะว่า เราต้องทำอะไร สิ่งนั้นต้องมั่นคงตลอดไป แน่นอน มีบางสิ่งที่อาจเป็นอุปสรรค แต่เราจะไม่ท้อถอย คิดแล้วต้องทำ
จะไม่เขียนบอกในนี้ แต่จะเก็บไว้เตือนสติในใจตลอดไป~~~~~
______________________________________________________
ปล.แล้วคุณล่ะมองตัวเองหรือยังว่าชีวิตนี้อยู่เพื่ออะไรและอยากทำอะไร????
ปล.คิดถึงเพื่อนๆน้า ปิดเทอมทีเจอกันน้อยเลย - -
ปล.ขอบคุณที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้
|
|
|